จากความคาดหวังต่อการบริหารงานของรัฐบาลใหม่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งและน่าจะเริ่มปฏิบัติงานในฐานะผู้นำรัฐบาลใหม่ พร้อมกับทีมงานด้านเศรษฐกิจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ คาดว่าจะลงมือทำงานได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
จึงเป็นที่จับตามองว่ารัฐบาล “ประยุทธ์ 2” จะงัดกลยุทธ์และมาตรการอะไรบ้าง ทั้งภาคการบริโภค ภาคการลงทุนรัฐและเอกชน ภาคการท่องเที่ยว จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ยังส่งสัญญาณชะลอตัวลงได้อีกในครึ่งหลังปี 2562
หลายฝ่ายต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ยังไม่มีสัญญาณหรือปัจจัยใดจะมาช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ต้องดูสถานการณ์จากต่างประเทศเป็นตัวช่วยหลัก เช่น ความคลี่คลายของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เป็นต้น ส่วนในประเทศต้องติดตามเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เดินหน้าได้
ทั้งนี้ ยังต้องติดตามนโยบายของประเทศมหาอำนาจและนโยบายการเงินของไทยรวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ (เทรดวอร์) โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจะหาเทคนิคในการปรับลดค่าเงินในประเทศให้อ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินในประเทศที่มีการส่งออกแข็งค่าขึ้น ประเทศที่สามารถบริหารจัดการได้จะมีเครื่องมือในการจัดการสถานการณ์ค่าเงินของประเทศ ส่วนประเทศที่ไม่มีทางเลือกต้องคงค่าเงินอยู่ในระดับที่แข็งค่าต่อไป
ส่วนเป้าหมายการส่งออกในปี 2562 หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาจมีการปรับลดเป้าลงอีก จากเดิมคาดว่าทั้งปีโต 1% อาจลดลงเหลือ 0% หรือติดลบ แต่ถ้าสถานการณ์พลิกกลับมาดีขึ้น เป้าหมายการส่งออกอาจฟื้นกลับมาสูงกว่าเป้าหมาย 1% ก็ป็นได้
จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป
ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรต้องปรับราคาขายลดลงกว่า 10% และไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ส่วนสินค้านำเข้าได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มสินค้าผักและผลไม้ ปศุสัตว์ และอาหารทะเล ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า คือ กลุ่มสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อมาผลิตในไทย อาทิ อาหารทะเล เป็นต้น เนื่องจากมีราคาถูกลงทั้งค่าจ้างแรงงานและค่าผลิต
รองประธาน สรท. ระบุอีกว่า อย่ามองว่าการที่เงินไหลเข้าไทยในช่วงค่าบาทแข็งเป็นเรื่องดี การที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในไทยในช่วงนี้เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมเลย เพราะเป็นเงินระยะสั้นและเป็นเงินทุนเข้ามาเพื่อทำกำไร ไม่ได้เป็นการลงทุนระยะยาวหรือเพิ่มกำไรให้กับประเทศเลย ฉะนั้นรัฐควรเร่งดำเนินมาตรการและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศโดยเร็ว
รองประธาน สรท. แนะนำว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังการใช้เพื่อให้มีการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีกำลังในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น หลักๆ มาจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้า และเร่งเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้เร็วที่สุด และรัฐควรเร่งการเจรจาแบบพหุภาคีที่ช่วยเพิ่มความสมดุลของผลประโยชน์ในการเจรจาและสร้างเครือข่ายทางการค้าในระบบเศรษฐกิจโลกอีกทางด้วย
ด้าน นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศ ปัจจัยภายในประเทศคือเรื่องของการเมือง ความไม่ชัดเจนในการแบ่งโควต้ารัฐมนตรี (ครม.) ของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าที่คาดไว้ค่อนข้างมาก แม้จะระบุว่าการจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่แล้วเสร็จกลางเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่
การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณประจำปีต้องล่าช้าออกไป จากเดิมงบประมาณประจำปี 2563 ต้องเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2562 มีแนวโน้มล่าช้าไปเป็นช่วงต้นปี 2563 การเบิกจ่ายงบประมาณต้องล่าช้า โดยเฉพาะงบลงทุนไม่สามารถเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 คือในเดือนตุลาคม-ธันวาคม จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจปลายปีนี้อย่างแน่นอน
งบประมาณล่าช้าจะมีผลต่อการอัดฉีดเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองเคยสัญญาไว้ ส่วนงบที่กระทรวงการคลังเตรียมไว้ 1 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลใหม่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจถ้าออกมาเร็วจะมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ อยากให้งบประมาณดังกล่าวเข้าไปช่วยในกลุ่มคนที่กำลังเดือดร้อน กลุ่มคนรากหญ้าที่ยังไม่สามารถเอาตัวรอดได้ มาตรการควรเริ่มทันที เช่น การอัดฉีด การแจกเงินเข้าไปในบัตรคนจน การพักหนี้ ส่วนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อนั้นไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากคนที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และเท่าที่ติดตามมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจมากนัก สำหรับการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวและส่งออกนั้นไม่น่าจะทำอะไรได้มาก เพราะเรื่องส่งออกและท่องเที่ยวลดลงมาจากปัจจัยภายนอกเมื่อเค้กหายไปย่อมกระทบต่อไทย
“สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะภาพของการเมืองวุ่นวาย ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง โดยเฉพาะช่วงนี้มีปัญหาแย่งเก้าอี้ของบรรดานักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า มีผลต่อเนื่องถึงงบประมาณปี 2563 ต้องล่าช้าไปด้วย แม้จะมีการเตรียมงบให้รัฐบาลใหม่ไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1 แสนล้านบาท แต่ยังน้อยกว่าในช่วงรัฐบาลปกติใช้ประมาณ 3-4 แสนล้านบาทต่อปี”
ตอนท้ายนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอยังสรุบอีกว่า ไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน กระทบต่อการส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยวมีแนวโน้มไม่ดี เท่าที่พูดคุยกับผู้ประกอบการมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกับทีดีอาร์ไอว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีภาวะซบเซา และแนวโน้มสงครามการค้าไม่น่าจะจบง่ายๆ ทีดีอาร์ไออยู่ระหว่างประเมินตัวเลขจีดีพีปี 2562 ใหม่ ส่วนตัวมองเบื้องต้นว่าปี 2562 เศรษฐกิจจะโตในกรอบ 3-3.3% เป็นไปตามทิศทางของภาคเอกชนมองและสอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ 3.3%
ถ้าโตในระดับดังกล่าวถือว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะโต 3.7-3.8%

