นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงกรณี กระทรวงการคลังเสนอแผนอัดฉีดเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อปลุกกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2562 ว่า ขณะนี้มีความจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยตอนนี้ค่อนข้างนิ่ง สาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ต้องมีการกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้ช่วยกันใช้จ่ายในประเทศ
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาทำงานโดยเร็วที่สุด เพราะหากไม่มีรัฐบาลเข้ามาทำงานเต็มอำนาจ ประเทศจะนิ่งอยู่แบบนี้ต่อไป รวมถึงการทำงานของรัฐบาลที่ต้องสอดประสานกับทุกกระทรวงให้ได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การทำงานร่วมกันของรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่มีพรรคเล็กๆ เข้ามาร่วมรัฐบาลเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้พรรคเล็กเหล่านั้นเร่งและสนใจ ในการดำเนินตามนโยบายของพรรคตนเองเพียงอย่างเดียว”นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ต้องเร่งออกนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยมีจำนวนเยอะมาก คิดเป็น 80% ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ที่ผ่านมาส่วนมากมักจะสู้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่ไหว ประกอบกับแนวนโยบายที่เคยออกมา ยังไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะมักจะยึดจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นหลัก ทำให้ลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มเข้าไปอีก
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ดังนั้นรัฐบาลควรออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่านี้ โดยมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมีความสำคัญไม่แพ้กัน ทำให้ต้องมีการกระตุ้นทั้ง 2 ส่วนไปด้วยกัน เพราะหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดีขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น จะเกิดการจ้างงาน มีการซื้อสินค้าและใช้จ่ายกับฐานรากเพิ่มขึ้น ถือเป็นการนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนในประเทศ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่การใช้เงินแล้วก็เสียเปล่าไป ไม่ได้ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนหรือกระตุ้นอะไรได้ “
“ครึ่งปีหลังเชื่อว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานเต็มอำนาจแล้ว จะต้องกระตุ้นทุกด้านและทำคู่กันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในประเทศเน้นภาคการท่องเที่ยว ต่างประเทศเน้นภาคการส่งออก ต้องมีการกระตุ้นให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่อย่างน้อยต้องทำให้การส่งออกไทยไม่น้อยกว่าปี 2561 ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำเป็นเรื่องแรก และมีความสำคัญมากกว่าการเดินหน้าทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ในแต่ละประเทศเพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำเอฟทีเอกับต่างประเทศจะไม่สำคัญ เพราะต้องเร่งทำเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ”นายวิศิษฐ์ กล่าว

