นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.)กล่าวว่า สรท.ปรับเป้าส่งออกปี 2562 ใหม่ คาดบวก 1% ถึงลบ 1% มีโอกาส 0% จากเดิมคาดไว้บวก 1% ปัจจัยต่างๆ อาทิ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อม และปัญหาสุญญากาศทางการเมืองในประเทศ เป็นต้น
“ที่ยังกังวลเรื่องของสงครามการค้า เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯจะมีการปรับลดภาษีการนำเข้าจริงหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์ประมาณ 3 เดือน และต้องติดตามว่าจะมีมาตรการตอบโต้อะไรออกมาอีกหรือไม่ รวมทั้งความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สรท.ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง แต่หน่วยงานเหล่านี้ยังไม่สามารถที่จะดูแลปัญหาค่าเงินบาทได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ก่อนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร” นางสาวกัณญภัค กล่าว
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่าเรื่องของการเมืองใช่ว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ส่งออกลดลงเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น เช่น กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าใกล้เคียงกับไทยอย่าง เวียดนาม เป็นต้น แต่มองว่าหากเร่งจัดตั้งรัฐบาลจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไทยและต่างชาติกลับมาได้ รวมถึงจะช่วยให้ประเทศมีเสถียรภาพและสามารถกำหนดแนวทางการบริหารและจัดการให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกเดือนพฤษภาคม 2562 มีมูลค่า 21017.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลบ 5.8% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 663,647 ล้านบาท ลบ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาพรวมช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2562 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 101,561 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลบ 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 3,204,470 ล้านบาท ลบ 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางสาวกัณญภัค กล่าวต่อว่า ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 100,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลบ 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่า 3,229,146 ล้านบาท ลบ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้า 731 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขาดดุลเงินบาท 24,677 ล้านบาท
” อยากเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ อาทิ การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ), การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซป) ระหว่างอาเซียน กับ 6 ประเทศคู่เจรจา, ปรับปรุงข้อกฎหมายและกฎระเบียบทางการทูต ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการ และการส่งเสริมการพัฒนาที่มีความสำคัญสำหรับการค้าและการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ” นางสาวกัณญภัค กล่าว

