หน้าแรก เศรษฐกิจ สทนช. เผย พาย...

สทนช. เผย พายุมูนไม่น่าห่วง ชี้อ่างเก็บน้ำฯ พร้อมรับมือ

4.07.19 | 17:53 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์อากาศ ฝน และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์และมาตรการรองรับ โดยพบว่า ขณะนี้พายุโซนร้อนมูน บริเวณอ่าวตังเกี๋ย เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามแล้ว คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับในระยะต่อไป แต่ยังคงส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งจากการติดตามปริมาณฝนสะสม 3 วัน พบว่ามีปริมาณฝนสะสมสูงสุด บริเวณ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อ.เมือง จ.นครพนม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยได้มีการแจ้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินโคลนถล่ม บริเวณ จ.พิษณุโลก 1 หมู่บ้าน จ.เพชรบูรณ์ 18 หมู่บ้าน และเตรียมพร้อม 4 หมู่บ้าน จ.เพชรบุรี 5 หมู่บ้าน

“จากอิทธิพลของพายุมูน พบว่าเป็นผลดีในหลายพื้นที่ ทั้งที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกรที่มีปริมาณน้ำน้อย ขณะเดียวกันยังส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 243 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งมีถึง 207 ล้าน ลบ.ม. ไหลลงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอ่างฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ 5 แห่ง จากทั้งหมด 9 แห่ง อาทิ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา และเขื่อนกิ่วคอหมา เป็นต้น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น 8 แห่ง จากทั้งหมด 13 แห่ง ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์ ปริมาณน้ำทั้งหมดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้จะมีไม่ถึง 300 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้คาดการณ์อีกว่า หลังจากนร้ไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ว่าจะมีพายุเข้ามาอีก จะมีเฉพาะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้น” นายสมเกียรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบันในภาพรวม ยังไม่เป็นที่น่ากังวล เนื่องจากอ่างฯ หลายแห่งยังมีปริมาณน้ำน้อย จึงมีความสามารถในการรองรับน้ำฝนในฤดูฝนปี 2562 นี้ได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% มีจำนวน 16 แห่ง และมีมากกว่า 30% แต่ไม่ถึง 60 % จำนวน 19 แห่ง มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ปริมาณน้ำมากกว่า 60% แต่ไม่ถึง 80% ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง จากจำนวนแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด 38 แห่ง อ่างฯ ขนาดกลาง ปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 128 แห่ง ซึ่งสทนช.ได้ประสานให้หน่วยงานรับผิดขอบแหล่งน้ำต่างๆ ยังต้องเร่งเก็บกักน้ำให้มากที่สุดในช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อให้เพียงพอกับน้ำต้นทุนในฤดูแล้งในปีถัดไป

นายสมเกียรติ กล่าวต่ออว่า เนื่องจากยังไม่มีแหล่งเก็บน้ำใดที่จำเป็นต้องเร่งการระบายน้ำ ขณะเดียวกัน ยังได้มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในระหว่างวันที่ 5 – 15 กรกฏาคมนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประเทศไทยตนบนมีฝนน้อยทั้งปริมาณและการกระจายตัวของฝน ดังนั้น สทนช.จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ปริมาณฝนสะสมที่ตกติดต่อกัน 15 วัน ปริมาณฝนน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ได้พื้นที่ที่แม่นยำชัดเจนที่อาจจะเสี่ยงกับภาวะขาดแคลนน้ำที่จะกระทบกับการอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงเบื้องต้นให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรต่อไป