หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นร่วง เทขา...

หุ้นร่วง เทขายกลุ่มพลังงาน เหตุผู้ตรวจฯวินิจฉัย ให้รัฐถือหุ้นโรงไฟฟ้า 51 %

4.07.19 | 18:38 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวผันผวน โดยเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 1,738.51 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,743.08 จุด ก่อนเคลื่อนไหวในแดนลบและปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,724.37 จุด ปรับลดลง 14.14 จุด หรือ 0.81% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,747.11 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,714.98 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 88,848.99 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 1,750.68 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 1,706.86 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 1,599.63 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,857.91 ล้านบาท

โดยนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีแรงขายเกิดขึ้นในช่วงบ่าย โดยเฉพาะแรงขายในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่ราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรออกมาค่อนข้างมาก รวมถึงยังส่งผลกระทบให้เกิดแรงขายในหุ้นกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายปรับตัวลงแรงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบสลับกัน โดยคาดว่าเป็นแรงของการขายทำกำไรหลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว

นายมงคล ยังกล่าวว่า แนะนำกลยุทธ์ในการลงทุนคือ ดูทิศทางการขายทำกำไรในตลาดหุ้น หากเริ่มมีทิศทางที่เบาลงแนะนำให้เข้าซื้อสะสมเพื่อเก็งกำไร แต่หากยังมีการเทขายอย่างต่อเนื่องให้รอจังหวะที่เหมาะสมก่อนเข้าซื้อ โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวแนวรับที่ระดับ 1,715 จุด และแนวต้านที่ 1,735 จุด

ทั้งนี้มีรายงานว่า ปัจจัยที่ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานตก เนื่องจากล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกคำวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลส่งเสิรมภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าตั้งวแต่ปี 2532 ได้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่, รายเล็ก และขนาดเล็กมาก ต่อมากระทรวงพลังงานมีคำสั่งกระทรวงพลังงานที่ 25/2559 เรื่องยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน มีแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579(PDP 2015) ต่อมาปรับแผนใหม่เป็นแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศพ.ศ.2561-2580(PDP 2018)

โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า กระทั่งพบว่าปัจจุบันการไฟฟ่าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีสัดส่วนการผลิตเพียงร้อยละ 37 และลดลงเรื่อยๆ

Advertisement

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ว่า “…โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ อันจำเป็นต่อการดำเรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของร้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดมิได้…” ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 56 วรรคสอง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าปัจจุบันรัฐส่งเสริมเอกชนเข้ามามีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนกำลังการผลิตของกฟผ.ลดเหลือเพียงร้อยละ37 ถึงแม้ว่าโครงข่ายไฟฟ้าหมายถึงกระบวนการผลิต ระบบการส่ง และระบบการจำหน่าย ก็ตาม แต่การพิจารณาว่ารัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้นั้น ต้องพิจารณาแยกส่วนจากกัน แม้ว่ารัฐจะเป็นเจ้าของระบบการส่งและจำหน่าย แต่เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของระบบการผลิตย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

เพราะคำว่ารัฐเป็นเจ้าของนั้น รัฐต้องมีอำนาจเข้าไปควบคุมและบริการจัดการด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากป็นบริษัทเอกชนหรือบริษัทมหาชน รัฐจะต้องถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด เช่นนั้นไม่ถือว่ารัฐเป็นเจ้าของเนื่องจากรัฐไม่มีอำนาจตัดสินใจ

ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะต่อกระทรวงพลังงานทบทวนและปรับแผน PDP 2015 และ PDP 2018 เพื่อกำหนดแนวทางให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ51 ให้แล้วเสร็จใน 120 วัน และทำให้รัฐมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ51 ภายใน10ปี นับจากปีพ.ศ.2562

 

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน