นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกบอลมาร์เกสต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวประเด็น”ส่องทิศทางตลาดการเงิน เมื่อ Trade War ไม่จบ” ที่สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีทิศทางอ่อนค่าลง จากการคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2562 ท่ามกลางความกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว แต่มีโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยลงสูงมากขึ้น เนื่องจากตลาดการเงินผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน(เทรดวอร์) ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มธนาคารกลางส่วนใหญ่ ที่กลับไปใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินอีกครั้ง
นายตรรก กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าเฟดน่าจะเตรียมปรัลลดอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกรกฎาคมและเดือนกันยายนนี้ รวมถึงไตรมาส 1/2563 อีกครั้ง จึงคาดว่าจะทำให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จนหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 30-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงปลายปีนี้ โดยมีโอกาสหลุดลงจากรดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาแตะที่ระดับ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากธนาคารหลักของโลก มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายหรือปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อพยุงเศรษฐกิจส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่และไทยมากขึ้น เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีต่างชาติซื้อสุทธิในหุ้นไทยแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่พันธบัตรซื้อสุทธิ 20,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิหุ้นไทย 280,000 ล้านบาท และซื้อพันธบัตรสุทธิ 100,000 ล้านบาท
นายตรรก กล่าวว่า แนวโน้มในไตรมาส 1 /2563 มองว่าค่าเงินบาทอาจจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 29.75-31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะนี้เงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 6.32% โดยการแข็งค่าจะถูกจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงแนวทางการดูแลค่าเงินบาทของทางการ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีโอกาสกลับทิศอย่างรวดเร็วจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ รวมถึงให้ติดตามนโยบายการค้า และการต่างประเทศของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐและจีน การสรรหาประธานอีซีบีคนใหม่ การเจรจาถอนตัวออกจากอียูของอังกฤษ (เบร็กซิท) ก่อนเส้นตายวันที่ 31 ตุลาคมนี้ รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน ที่กำลังมีข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้ด้วย
นายตรรก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนคือสหรัฐฯมีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มมีการชะลอตัว เป็นผลเสียมาจากสงครามทางการค้าที่ยืดเยื้อมากขึ้น โดยท่าทีของธนาคารกลางหลักแห่งอื่นๆธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) เล็งลดดอกเบี้ยเช่นกัน ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)จะยังคงรักษานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แม้เดิมคาดว่าคงดอกเบี้ยไว้ที่1.75% แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ และมองว่ากนง.มีขีดความสามารถในการทำนโยบายการเงินที่ค่อนข้างจำกัด หรือมีกระสุนน้อยนัดสุดท้ายในการดำเนินนโยบายการเงิน
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์ตลาดการเงิน ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน (เทรดวอร์) ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร จึงสร้างบรรยากาศทำให้ตลาดโลกค่อนข้างอึมครึม โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ปี 2562 สถานการณ์พลิกกลับจากเดิมที่ตลาดเคยเชื่อว่า สหรัฐฯจะรับมือกับสงครามการค้าได้ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอยู่ในทิศทางขาลง โดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เล็งที่จะผ่อนปรนทางการเงินระลอกใหม่ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ก็มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนลดลงตามตลาดโลก
นางสาวรุ่ง กล่าวว่า ต่อมาเป็นการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยลง จากที่เคยเปิดเผยในช่วงปลายปี 2561 ว่าในปี 2562 จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง เรื่องนี้ตลาดรับรู้ไปแล้วและคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปีนี้แทน แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สงครามการค้าได้ขยายความขัดแย้งเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยสหรัฐฯได้มีการต่อสู้กับเรื่องเทคโนโลยี ต่อต้านการใช้ 5G ของจีน สหรัฐฯเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ อากาศยาน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากอียู รวมถึงยังมีข้อพิพาทกับอีกหลายประเทศ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายหลายด้าน
นางสาวรุ่ง กล่าวว่า ค่าเงินบาทช่วงแรกปี 2562 แข็งค่าสูงกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันค่อนข้างสูง แข็งค่าขึ้นกว่า 6% เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปี แต่จากสถิติที่ผ่านมาเคยลดลงไปมากสุดที่ระดับ 28.55 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกับความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปขายในต่างประเทศ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมีผลมาจากการที่มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้น เพราะต่างชาติให้ความมั่นใจในการนำมาลงทุนด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการที่นักลงทุนนำเงินเข้ามาพักในตลาดทุนไทย ไหลเข้ามาเร็วก็มีโอกาสที่จะไหลออกไปเร็วเช่นกัน ซึ่งหากเฟดมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งจริง จะทำให้เงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น เพราะจะดึงดูดให้นักลงทุนนำเงินเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

