นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย แถลงข่าว “Economic Outlook 2019 Updata” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งในและต่างประเทศ ที่สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงไทย ว่า คาดค่าเงินบาทไทยปลายปี 2562 แข็งค่าอยู่ที่ 30.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมมองไว้ 30.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งโอกาสเห็นเงินบาทแข็งค่าระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่น้อยมากแค่ 5-10% เท่านั้น เนื่องจากเมื่อมีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง จะเกิดการขายเพื่อทำกำไร ซึ่งจะทำให้เงินทุนต่างชาติกระจายออกจากตลาดทุนไทย และค่าเงินบาทจะลดความแข็งค่าลง ประกอบกับหากสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน(เทรดวอร์)มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย อย่างพันธบัตรดอลลาร์ ทำให้จะเกิดกระแสการไหลออกของเงินทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย ซึ่งจะทำให้เงินบาทลดการแข็งค่าลงเช่นเดียวกัน
นายจิติพล กล่าวว่า ไตรมาส1/2563 คาดว่าค่าเงินบาทแข็งค่า 30.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากช่วงเดือนมกราคมจะเป็นฤดูกาลที่มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามากกว่าทุกเดือน ทำให้เงินบาทจะแข็งค่ามากที่สุดในช่วงเดือนนี้ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จะทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศปรับลดดอกเบี้ยลงตาม ซึ่งจะทำให้มีกระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น 1-2 แสนล้านบาท จากเดิมประเมินว่าจะไหลเข้ามา 1 แสนล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์)ไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยแล้วกว่า 1.2 แสนล้านบาท
ด้านนายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้เทรดวอร์ ถือว่าอยู่ในช่วงพักรบ เพราะสหรัฐฯยังชะลอการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหม่มูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯออกไป คาดว่ามีโอกาสสูงมากที่สหรัฐฯจะปรับกำแพงภาษีขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากครั้งก่อนจะปรับขึ้นภาษีรอบ2 มีการพักเจรจากันเหมือนครั้งนี้ หลังจากนั้นปรับขึ้นเพิ่มอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรอบนี้อาจเหมือนรอบที่ผ่านมาได้ จึงมีผลทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากการชะลอการลงทุนของผู้ประกอบการ เนื่องจากเมื่อมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน ก็ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวความเสี่ยง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกยังมาสามารถขยายตัวได้
นายพชรพจน์ กล่าวว่า กรุงไทยปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2562 เติบโต 3.3% จากเดิม 3.8% และปี 2563 คาดเติบโต 3.6% พร้อมปรับลดการส่งออกเหลือบวก 0.8% จากเดิม 4% และเติบโต 2.5%ในปีหน้า ถึงแม้ว่าสหรัฐฯและจีนจะตกลงพักรบชั่วคราวหลังการประชุม G-20 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม แต่คาดว่าสหรัฐฯจะยังเก็บภาษีกับสินค้ามูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์จากจีน ช่วงไตรมาส 4 จะกดดันภาคการส่งออกต่อไป โดยมองว่าแรงกระตุ้นจากภาครัฐยังมีค่อนข้างจำกัด นอกจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแล้ว คาดว่าเม็ดเงินลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะเบิกจ่ายได้เพียง 7.7 หมื่นล้านบาทในปี 2562 ซึ่งน้อยกว่าแผนฯที่วางไว้ แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป
นายพชรพจน์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 อาจเบิกจ่ายได้ไม่เต็มที่ในช่วงต้นปีงบประมาณ ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังมีการวิเคราะห์กันว่ากำลังซื้อของคนจีนจะกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง และจีนก็ยังมีข้อพิพาทกับสหรัฐฯอยู่ และหากกำลังซื้อของจีนไม่กลัวมา อาจทำให้ภาคอสังหาฯของไทยชะลอการเติบโตได้ เพราะที่ผ่านมากำลังซื้อของจีนมีความสำคัญกับไทยมาก จากข้อมูลพบว่าเม็ดเงินใช้จ่ายในภาคอสังหาฯของจีนและฮ่องกง มีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากภาพรวม 9.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ตลาดที่อยู่อาศัย ออกมายังมีแรงจูงใจไม่มากนัก เพราะให้ซื้อแค่ในระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่ซัพพลายเหลือไม่มาก ส่วนความต้องการของที่อยู่อาศัยในระดับ 1 ล้านบาทมีน้อย มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องการเท่านั้นคือ กลุ่มเด็กจบใหม่และกลุ่มคนใช้แรงงาน
นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย สายงาน Global Business Development and Strategy กล่าวว่า ขณะนี้เวียดนามได้มีข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกับอียู (อีวีเอฟทีเอ) ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะส่งสินค้าออกไปขายในอียูได้ลดน้อยลง เนื่องจากก่อนหน้าที่เวียดนามยังไม่ได้มีข้อตกลงทางการค้าร่วมกับต่างประเทศ เวียดนามเคยส่งออกสินค้าได้น้อยกว่าประเทศไทยมาก แต่พอเวียดนามมาได้สิทธิจีเอสพีกับยุโรป ทำให้เวียดนามส่งออกสินค้าไปยุโรปเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในขณะที่ไทยส่งออกสินค้าไปยุโรปลดลง ซึ่งสินค้าที่ไทยและเวียดนามส่งออกในปริมาณมาก เป็นสินค้าในกลุ่มเดียวกัน และมีสินค้าที่ส่งออกสูงเหมือน 2 ชนิดคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักร ทำให้ข้อตกลงการค้าของเวียดนามและอียู อาจทำให้ไทยส่งออกสินค้าไปอียูได้ลดลง และเวียดนามอาจสั่งสินค้านำเข้าจากไทยลดลง เพราะสามารถสั่งซื้อจากอียูได้ในราคาถูกกว่า เพราะเสียภาษีการนำเข้าสินค้าอยู่ที่ 0%
นายมานะ กล่าวว่า เวียดนามจะได้เปรียบทางภาษีเพิ่มขึ้นในบางสินค้า ช่องว่างทางภาษีของเวียดนามจะมากกว่าไทยเข้าไปอีกเมื่อได้สิทธิตรงนี้ ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพอาจจะต้องหาโอกาส ในการย้ายฐานการผลิตไปในเวียดนาม เพราะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 6-7% โครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามครอบคลุมทั่วประเทศ และมีการสนับสนุนในการให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนจากภาครัฐ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านการเปิดเสรีทางการค้าต่างๆ ด้วย

