มติชน สมาร์ทบิซ วันที่ 2 มิ.ย.2559
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ เปิดเผยความคืบหน้าการฟื้นฟูกิจการว่า ในช่วงต้นไตรมาส 3 น่าจะมีความชัดเจนในเรื่องการเพิ่มทุน และการตั้งเอเอ็มซีเพื่อรับโอนหนี้เสียของธนาคาร แต่การหาพันธมิตรคงไม่ง่าย เนื่องจากฐานะกองทุนธนาคารยังติดลบ 20 %โดยจากการหาพันธมิตรมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ผู้สนใจได้ยื่นเงื่อนไขว่าอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ บีไอเอส ต้องไม่ติดลบ ซึ่งหากจะให้ บีไอเอสกลับมาเป็น 0% ต้องเพิ่มทุนกว่า 17,000 ล้านบาท และถ้าจะให้อยู่ที่ 8.5% ตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเพิ่มทุนอีก 5,000 ล้านบาท รวมแล้วต้องเพิ่มทุนประมาณ 23,000 ล้านบาท ซึ่งในการเพิ่มทุนมีหลายแนวทาง และต้องหารือกับผู้ถือหุ้นคือกระทรวงการคลัง ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทยด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารรายงานการยุติแผนการหาพันมิตรร่วมทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ดแล้ว แต่ทางซุเปอร์บอร์ดยังยืนยันให้ธนาคารเดินหน้าหาพันธมิตรต่อไป และจัดทำแผนรองรับการดำเนินงานในอนาคต รวมทั้งให้กระทรวงการคลังตั้งเอเอ็มซี รับโอนหนี้เสียจากไอแบงก์ในระดับไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ล่าสุดหนี้เสียของธนาคารอยู่ที่ 40% หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ภายในสิ้นปีนี้ เชื่อว่าผลประกอบการของธนาคารจะเริ่มดีขึ้น จากขณะนี้ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ 39 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน 162 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิเหลือ 4,595 ล้านบาท จากปีก่อนหน้ามีขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 9,545 ล้านบาท โดยธนาคารเตรียมลดต้นทุน ด้วยการลดต้นทุนเงินฝากลง จากปัจจุบันมีต้นทุนเงินฝากสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ 0.9%

