นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-18 กรกฎาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการประชุมหารือติดตามความคืบหน้าในประเด็นต่างๆที่อาเซียนได้กำหนดให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน และเตรียมเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเดือนกันยายน 2562 และประชุมผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2562 โดยในช่วงประชุม SEOM(ซีออม) จะมีการประชุมระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา 9 ประเทศด้วย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย
นางอรมน กล่าวว่า การประชุมซีออมครั้งนี้ จะหารือประเด็น เช่น ความคืบหน้าการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ ความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานสาขาต่างๆ บทบาทเชิงรุกของอาเซียนในเรื่องการปฏิรูป WTO และการเตรียมท่าทีอาเซียนก่อนพบกับคู่เจรจา 9 ประเทศ เป็นต้น รวมทั้งอาเซียนจะมีการพบปะและหารือกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน (AWEN) สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) และผู้แทนโครงการสนับสนุนด้านการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป (ARISE Plus)
นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ ใน 3 ด้าน 13 ประเด็นในปีนี้ คือ 1. การเตรียมอาเซียนรับมืออนาคต เช่น การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านดิจิทัล การจัดทำแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับ 4IR การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น 2. ความเชื่อมโยง เช่น การเชื่อมโยงระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน ให้ครบทั้ง
10ประเทศสมาชิกอาเซียน การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เป็นต้น และ 3. การสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ เช่น การส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน การดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานชีวภาพของอาเซียน เป็นต้น ซึ่งอาเซียนสามารถดำเนินการได้สำเร็จแล้ว 2 ประเด็น คือ การพัฒนากลไกการระดมทุนจากภาคเอกชนสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดทุนอาเซียน ซึ่งที่ประชุม SEOM จะติดตามความคืบหน้าในประเด็นที่เหลืออีก 11 ประเด็นต่อไป
นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานของคณะทำงานสาขาต่างๆ ซึ่ง SEOM จะต้องติดตามความคืบหน้าเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พ.ศ. 2568 (AEC Blueprint 2025) เช่น คณะทำงานด้านการค้าสินค้า/ถิ่นกำเนิดสินค้า เรื่อง การใช้งานระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน ซึ่งขณะนี้สมาชิกอาเซียนสามารถตกลงระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าร่วมกันได้แล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมีนาคม 2563 คณะทำงานเรื่องมาตรฐานและคุณภาพในการจัดทำความตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของอาเซียน (MRA ยานยนต์) ที่ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้วและอยู่ระหว่างการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย เพื่อให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนลงนามในเดือนกันยายน 2562
นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการพบหารือระหว่างซีออมกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน 9 ประเทศเพื่อให้เกิดความล่วงหน้า ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย จะมีประเด็นหารือ เช่น 1.ติดตามความพร้อมการเริ่มใช้บังคับกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าฉบับใหม่ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) ความร่วมมือในหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง รวมถึงความร่วมมือเชื่อมโยงด้านท่องเที่ยวบนออนไลน์ ซึ่งจีนเคยประกาศจัดสรรงบให้อาเซียน 350 ล้านหยวน 2. ติดตามความคืบหน้าการบังคับใช้ฉบับแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) 3. หารือเตรียมการเพื่อยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – ออสเตรเลีย -นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และท่าทีร่วมในเรื่องการปฏิรูป WTO และ 4. ความคืบหน้าการดำเนินการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ เป็นต้น
“ครั้งนี้จะมีหลายเรื่องที่คาดว่าจะได้ข้อสรุประหว่างอาเซียนกับ 9 ประเทศคู่เจรจา อย่างอาเซียน-จีนในเรื่องความร่วมมือทำแพคเกจร่วมกับด้านท่องเที่ยวและแหล่งกำเนิดสินค้า อย่างอาเซียน-อินเดีย หารือทบทวนการทำเอฟทีเอหากอาร์เซ็ปที่ครอบคลุม 16 ประเทศได้ข้อสรุปในปลายปีนี้ ซึ่งอาเซียนและอินเดียก็ให้ความสำคัญผลักดันให้ได้ข้อสรุป และเมื่ออาเซ็ปได้ข้อสรุปถือว่าครอบคลุมแล้วถึงเอฟทีเอ 2 ฝ่ายแล้ว แต่ในการหารือครั้งนี้อาเซียน-อินเดียยังมีการลงสัตยาบันในการเจรจาขยายบริการและลงทุน ส่วนอาเซียน-สหรัฐฯ ติดตามความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่ได้เสนอทำโครงการเชื่อมโยงทางธุรกิจด้วยเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพสนองรับยุคใหม่และครอบคลุมด้านอีคอมเมิร์ช สำหรับอาเซียน-แคนาดา หารือทำเอฟทีเอร่วมกัน ส่วนอาเซียน-เกาหลี ซึ่งเกาหลีใต้เสนอให้งบจัดตั้งศูนย์ 2 ฝ่านเพื่อยกระดับมาตรฐาน เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือทั้งอาเซียนกันเองและประเทศคู่เจรจาจะช่วยในการผลักดันเศรษฐกิจระหว่างกันให้ขยายตัวและรับมือเศรษฐกิจโลกที่เจอปัญหารอบด้าน ” นางอรมน กล่าว
ทั้งนี้ อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ในปี 2561 การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนมีมูลค่าการค้ารวม 113,934 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 13 โดยในปี 2561 ไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 68,437 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 45,497 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเกินดุล 22,940 ล้านเหรียญสหรัฐ และปัจจุบันการส่งออกของไทยไปอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

