นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แผนการทำงานในปี 2563 จะเน้นทำงานกับจุดอ่อนที่ทำให้เกิดปัญหา ในภาคของการท่องเที่ยวจนทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งจะเป็นจุดอ่อนที่สามารถแก้ไขได้ เพราะไม่ได้หมายความว่าจุดอ่อนทั้งหมดจะสามารถแก้ไขได้ อาทิ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง การคว่ำบาตรระหว่างกันของประเทศมหาอำนาจ การออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิท) รวมถึงแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ททท.ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ ทำให้ต้องหันไปทำอะไรที่คาดว่าทำได้แทน ซึ่งตราบใดที่ผู้ว่าททท.ยังไม่ปรับเป้าการท่องเที่ยวเพิ่ม ก็มองเป้าหมายเดียวกันกับผู้ว่าททท.เพื่อยึดเป็นแนวการทำงาน
“พอมาดูว่าจุดอ่อนใดที่สามารถแก้ไขได้ ก็เป็นเรื่องของการที่ภาคการท่องเที่ยวไทยขาดลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งการขาดลูกค้าใหม่เกิดปัญหาจาก แต่ไทยยังโชคดีที่มีลูกค้าเก่าจำนวนมาก เพราะหากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความรักในการเที่ยวประเทศไทย ก็จะกลับมาเที่ยวซ้ำหลายครั้ง แต่การไปขึ้นอยู่กับลูกค้าเก่ามากๆ นั้นถือเป็นความเสี่ยงทางการตลาด ทำให้จำเป็นต้องเดินหน้าหาลูกค้าใหม่ ซึ่งการหาลูกค้าใหม่ก็มีหลายวิธี แต่ละสำนักงานททท.ในแต่ละพื้นที่ก็มีการใช้วิธีที่แตกต่างกัน โดยจะเน้นไปที่การจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่เป็นวัยรุ่นพึ่งเรียนจบและทำงานแล้ว เพราะมีปริมาณมากในตลาดแคนาดาและยุโรป ซึ่งจะต้องเป็นกลุ่มที่อยู่ในเมืองใหญ่และมีพาสปอร์ตด้วย เพราะจะสามารถเดินทางเที่ยวในต่างประเทศได้”นางศรีสุดากล่าว
นางศรีสุดา กล่าวว่า ททท.ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทย เป็นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ (mass tourism) ทำให้ต้องพยายามลบภาพจำเหล่านี้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการนำสนอแง่มุมและประสบการณ์ต่างๆ ที่สามารถหาได้จากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ในการหาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหม่ๆ ได้ รวมถึงการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองกับเมืองหลักที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เพื่อนำเสนอให้นักท่องเที่ยวออกไปเที่ยวในพื้นที่ท้อวถิ่นมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเมืองรองที่พร้อมจะขายให้ต่างชาติแล้ว 12 เมือง ที่เหลืออาจจะพร้อมแต่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิค (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกยังมีหลายตลาดที่มองว่ายังมีการเติบโตทั้งในด้านรายได้และจำนวน โดยตลาดที่มองว่าจะสามารถแข็งแรงไปจนถึงสิ้นปีได้เป็น ตลาดญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย และอินเดียที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดที่ติดลบ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ติดลบในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยว ที่ถึงแม้ว่าจำนวนครึ่งปีแรกจะลดลง แต่หากเฉลี่ยทั้งปีแล้ว คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2561 ทั้งในส่วนของจำนวนและรายได้ เพราะททท.ได้พยายามเร่งทำแคมเปญเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวมาตลอด รวมถึงมาตรการฟรีวีซ่าก็ยังมีส่วนหนุนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น
นายฉัททันต์ กล่าวว่า แผนทำงานในครึ่งปีหลังตลอดจนถึงปี 2563 จะมีการปรับแผนการตลาด เพื่อให้เป็นไปตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก โดยในภูมิภาคเอเชียมีจำนวนเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของภาพรวม จึงมีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ในการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมกัน รวมถึงจะผลักดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายในการท่องเที่ยวให้เร็วขึ้น แพราะนักท่องเที่ยวจากตลาดเอเชียมีการเที่ยวในจำนวนวันที่สั้นลงมากขึ้น
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


