กรณี นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายบรรยง พงษ์พานิช ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Banyong Pongpanich แสดงความอาลัยต่อ นายจุลสิงห์ ระบุว่า
“กราบคารวะอาลัย…
พี่จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ที่ผมรู้จัก (6กรกฎาคม 2562)
ผมเคยเห็นพี่จุลสิงห์ มาตั้งแต่ผมอายุแค่สิบขวบ เพราะพี่เขาเป็นนักเรียนวชิราวุธรุ่น 40 ก่อนผมสี่ปี และเป็นรุ่นพี่ในตำนานคนหนึ่ง ในฐานะที่เรียนเด่น-กีฬาดังซึ่งค่อนข้างหายากในโรงเรียน พี่เขาเป็นกองหลังรักบี้ทีมโรงเรียนที่คล่องแคล่วมากจนได้รับฉายาจากเพื่อนๆว่า “ลิง” แต่พอโตมาคุ้นเคยกันผมจะเรียกพี่เค้าว่า “พี่จุนสิง” บ้าง “พี่หลิง” บ้าง เพื่อแสดงความเคารพรุ่นพี่กับหลีกเลี่ยงบาทา เพราะธรรมเนียมOVนั้น รุ่นพี่ที่คุ้นเคยจะเตะรุ่นน้องได้ตั้งแต่เด็กจนตาย
ผมมาเริ่มคุ้นเคยกับพี่เขาก็ต่อเมื่อผมเข้ามาเล่นรักบี้จุฬาฯ เพราะพี่เขาเป็นรุ่นพี่ที่ยังแวะเวียนมาร่วมกิจกรรมรักบี้อยู่เนืองๆ และต่อมาก็ได้ร่วมกันทำงานในหลายวาระ
พี่จุลสิงห์เป็นผู้ที่มากความสามารถ และประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งในชีวิต
ทั้งในหน้าที่การงานที่ก้าวถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพกฎหมาย ได้ดำรงตำแหน่ง อัยการสูงสุดถึงสี่ปีเต็ม(2552-2556)ซึ่งยาวนานที่สุดตั้งแต่มีตำแหน่งนี้มา และที่พี่เขาภูมิใจมากคือการที่ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์จากทั้งจุฬาฯ และรามคำแหง กับทั้งยังได้รับใช้สถาบันที่ตนศึกษา เคยเป็นทั้งนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ นายกสมาคมนิติศาสตร์จุฬาฯ และนายกสโมสรนิสิตเก่าจุฬาฯ(สนจ.)
ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานใกล้ชิดกับพี่จุลสิงห์สองวาระ ซึ่งมีเรื่องประทับใจที่จะขอบันทึกไว้ในที่นี้
วาระแรก …ในฐานะที่ร่วมกันเป็นกรรมการเพื่อช่วยฟื้นฟูฐานะการดำเนินงานของบริษัท การบินไทย ในช่วงปี 2552-2554 ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้ศึกษาปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพและลดรั่วไหล ซึ่งจะขอเล่าในส่วนที่เกี่ยวกับพี่จุลสิงห์สองเรื่อง
เรื่องแรก … ผมสังเกตุว่า การจัดซื้อของการบินไทยนั้น แทบทุกเรื่องจะซื้อผ่าน “ตัวแทน” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เครื่องยนต์ เก้าอี้ อุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งรายการของใช้ อาหาร จิปาถะ ยกตัวอย่างเครื่องบินที่มีสองยี่ห้อเอง เครื่องยนต์ก็มีแค่สามยี่ห้อ เก้าอี้ไม่ถึงสิบ ลองเช็คดูก็พบว่าสายการบินอื่นเขาก็ซื้อตรง ไม่เห็นต้องมี “ตัวแทน เอเย่นต์” เข้ามายุ่งเกี่ยวให้มากเรื่อง กับผมทราบว่าในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ อังกฤษ เยอรมัน เขามีกฎหมาย Anti Corruption ที่รุนแรงเข้มงวดข้ามบริษัทของเขาไปยัดเงินใต้โต๊ะ ให้ใคร ฝ่าฝืนมีโทษถึงอาญา
…ในการทานข้าวก่อนประชุมกรรมการครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกกรรมการที่เป็นนักเรียนเก่าวชิราวุธนั่งร่วมโต๊ะกันเช่นเคย มีผม พี่จุลสิงห์ พี่อภิพร ภาษวัธน์ และคุณวราห์ สุจริตกุล …ผมเสนอไอเดียขึ้นมาว่า จะขอเสนอให้คณะกรรมการมีมติให้การจัดซื้อที่เกินร้อยล้านบาททุกครั้ง ผู้ขายจะต้องให้สัญญาว่าจะเปิดเผยค่าใช้จ่ายรายละเอียดที่จ่ายให้กับตัวแทนเอเย่นต์ และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่นอกเหนือจากต้นทุนสินค้าอย่างละเอียดทุกครั้ง(จริงๆผมตั้งใจจะสกัดพวกบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆที่ถ้าเขายอมสัญญาก็เชื่อว่าต้องปฏิบัติตาม ไม่กล้าผิดสัญญาและกฎหมาย) พอทุกคนได้ฟังก็เห็นด้วย แต่พี่จุลสิงห์ทักขึ้นว่า “เดี๋ยวๆเตา เราลองถามDDหน่อยไหมว่าปฏิบัติได้ ซึ่งพอปรึกษาดร.ปิยสวัสดิ์(DDขณะนั้น)ท่านเห็นด้วย ผมเลยเสนอเรื่องนี้ ในวาระอื่นๆในการประชุมกรรมการวันนั้น
…ปรากฎว่า มีกรรมการที่เป็นปลัดกระทรวงท่านหนึ่งทักท้วงขึ้นมาว่า “เรื่องนี้ไม่เคยมีในระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกฯ หรือของรัฐวิสาหกิจใดๆ เราไม่ควรจะไปกำหนดให้แตกต่างวุ่นวาย จะยากต่อการปฏิบัติและทำให้คนอื่นเขาวุ่นวายไปด้วย”” ซึ่งพี่จุลสิงห์ก็สอดแทรกขึ้นมาว่า “ตกลงท่านปลัด…จะคัดค้านข้อเสนอของคุณบรรยงใช่ไหม จะได้ ให้เลขาฯบันทึกในรายงานการประชุม และขอให้ท่านประธานฯจัดการลงมติ” ซึ่งก็ทำให้ท่านปลัด…ถอนข้อทักท้วง คณะกรรมการก็เลยมีมติเอกฉันท์ตามที่ผมเสนอ โดยท่านประธานขอให้เพิ่มข้อความ “ยกเว้นคณะกรรมการจะมีมติผ่อนผันให้” เพื่อFlexibility
…ซึ่งไม่นานก็มีการขอผ่อนผันจากผู้บริหารจัดซื้อแชมเปญ Dom perignon โดยอ้างว่า ทางผู้ขายไม่ยอมลงนามในสัญญาอย่างนี้ และเราจะต้องจัดซื้อล็อตใหญ่ไม่งั้นอาจขาดตลาด และ FirstClass การบินไทยจะขาด Dom ไปไม่ได้ เพราะเป็นของคู่กันมานาน ซึ่งพี่จุลสิงห์ก็ตอบทันทีว่า “งั้นคุณก็ไปซื้อยี่ห้ออื่น แชมเปญดีๆมีถมไป ยี่ห้อที่ดีเด่นกว่าDomก็มีเยอะแยะ”
สรุปว่าบอร์ดไม่อนุมัติยกเว้นให้ …แต่ผมก็เห็นการบินไทยยังเสิร์ฟDomอยู่จนทุกวันนี้(ไม่รู้ว่าไปแตกออร์เดอร์หรือแก้ปัญหาอย่างไร) …เท่าที่ทราบ ผมคิดว่ามตินี้ยังคงอยู่ ต้องขอให้DD และบอร์ดปัจจุบันลงไปกวดขันหน่อยนะครับว่าทุกหน่วยยังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเผื่อจะช่วยลดต้นทุน ช่วย ให้ลดราคาตั๋วได้บ้าง ไม่ต้องขาด ทุนบักโกรกเช่นทุกวันนี้
ความจริงมติอย่างนี้ ถ้าพิจารณาให้ดีนับเป็นเรื่องที่ดี ควรให้ปฏิบัติทุกรัฐวิสาหกิจ และทุกหน่วยราชการด้วยซ้ำ ซึ่งผมก็เคยเสนอในซุปเปอร์บอร์ด ให้รัฐวิสาหกิจทั้ง56 แห่งใช้ แต่พอมีคนทักท้วงว่าอาจจะไม่สะดวก ถ้าSupplierดีๆไม่ยอมลงนามในสัญญาอย่างนี้เราอาจพลาดโอกาสที่จะซื้อของดีๆได้ ท่านประธานตู่เลยตัดบทว่า “เอาไปปรึกษา ให้เห็นด้วยกันทุกฝ่ายก่อนแล้วค่อยนำมาเสนอใหม่” ซึ่งคำว่า”ให้เห็นด้วยกันทุกฝ่าย”นี่เป็นคำที่เป็นไปไม่ได้เลย ผมเลยไม่แปลก ใจเลยว่า ทำไมตั้งห้าปี ไม่มีการปฏิรูปสำคัญอันใดลุล่วงเลย
เรื่องที่สองที่การบินไทย …เป็นเรื่องจัดซื้อด้วยเช่นกัน ด้วยผมศึกษาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของสายการบินหลักๆ ปรากฎว่าแทบทุกคนใช้ระบบจัดซื้อแบบรวมศูนย์ที่เรียกว่าGlobal Procurement System ซึ่งมีบริษัทที่ปรึกษาใหญ่สองแห่งคือ Accenture และ Aruba แต่ก็ดันมาควบรวมกัน และสายการบินใหญ่ๆก็ใช้Accentureทั้งนั้น เช่น กลุ่มBritishAirwAys ประหยัดได้กว่า15% Accenture มีความสามารถและมีข้อมูลด้านนี้มากที่สุดแทบจะเป็นMonopolyด้านการให้คำปรึกษาเรื่องนี้ทีเดียว ผมลองส่งข้อมูลเบื้องต้น ให้เลขาประเมิน มั่นใจของเราน่าจะประหยัดได้มากกกว่า25% ซึ่งเขาขอคิดค่าปรึกษาเป็นส่วนแบ่ง20%ของส่วนที่ลดได้(Proven Save) และไม่เกินหกสิบล้านบาท โดยจะทำงานให้ทั้งหมดสิบแปดเดือน (ซึ่งผมหวังว่าน่าจะประหยัดได้หลายพันล้านบาท
ซึ่งพอผมเสนอโครงการจะจัดซื้อจัดจ้างAccenture เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้วยวิธีพิเศษก็เป็นดังคาด ฝ่ายบริหารและกรรมการหลายคนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะมีการหยิบยกว่าการว่าจ้างแบบนี้จะเป็นการขัดกับระเบียบจัดซื้อของการบินไทยที่ล้อมาจากระเบียบสำนักนายกฯ ซึ่งทำให้บอร์ดหลายท่านลังเล ก็เลยยังไม่กล้าอนุมัติ จนพี่จุลสิงห์เสนอขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมากขอให้บอร์ดตั้งคณะทำงาน มีผม เตา และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างมาเสนอบอร์ดเราจะได้ทำได้”
ซึ่งพี่เขาก็จัดการส่งข้าราชการหัวกะทิจากอัยการมาช่วยสี่คน ประชุมกันหลายวันที่พี่เขานั่งเป็นประธานเองตลอดจนแก้ไขระเบียบได้สำเร็จ และทำการจัดจ้างAccentureได้สำเร็จ ซึ่งแค่เดือนเดียวก็สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ Inflight Entertainmentโดยรื้อสัญญาที่ทำไว้สองปี 1,400 ล้าน โดยลดลงได้กว่า 350 ล้านบาท
…น่าเสียดายที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมรวมทั้งผมถูกขอให้ลาออกเพื่อส่งคนของรัฐบาลใหม่เข้ามาแทนตามธรรมเนียม(และอีกไม่กี่เดือนดร.ปิยะสวัสดิ์ก็ถูกปลด) และมีการร้องDSIเรื่องนี้ จนบอร์ดขอระงับการทำงานของAccenture แล้วก็เบี้ยวค่าจ้างเขาเกือบครึ่ง (เรื่องตลกต่อมาก็คือ อีกหลายปีต่อมา พอคุณจรัมพร ซึ่งมาปรึกษาผมเสนอจัดจ้างAccentureอีก ก็ไม่ได้รับอนุมัติจากบอร์ด แถมอีกไม่กี่วันก็เกิด มีอดีตผู้บริหารการบินไทยสองท่าน(ชื่อโยธินกับสุเทพ) ไปร้องเรียนผมต่อป.ป.ช.กรณีจัดจ้างAccentureว่าผิดระเบียบ ออกข่าวเอิกเกริกซึ่งจนวันนี้ป.ป.ช.ก็ยังไม่เรียกผมให้ชี้แจงแต่อย่างใด ซึ่งผมเล่าให้พี่จุลสิงห์ฟัง พี่เขาก็บอกว่า “ไม่ต้องกลัวเตา เรื่องนี้พี่เป็นพยานให้เอ็งเอง” …(นี่ผมเลยขาดพยานสำคัญถ้าถูกเรียกสอบไปเลย)
อีกวาระหนึ่งที่ผมได้ทำงานกับพี่เขาก็คือ การได้ร่วมกันเป็นกรรมการบริหารทรัพย์สินของวชิราวุธวิทยาลัย ตั้งแต่ปี2560จนถึงปัจจุบัน
เมื่อต้นปี 2560 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ให้โอนย้ายกองทรัพย์สินของวชิราวุธวิทยาลัยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ให้จากเดิมที่สำนักงานพระคลังข้างที่ สำนักพระราชวังเป็นผู้จัดการดูแล มาให้วชิราวุธวิทยาลัยดูแลจัดการกันเอง ซึ่งทำให้โรงเรียนตั้งคณะกรรมการมาจัดการดูแลโดยมีดร.อนุมงคล ศิริเวทิน เป็นประธาน และมีพี่จุลสิงห์ ผม และท่านอื่นอีกประมาณสิบท่านร่วมเป็นกรรมการเพื่อรับโอนและจัดการผลประโยชน์กับทรัพย์สินซึ่งประกอบด้วยเงินสดและหุ้นประมาณ6,000 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าอีกหลายสิบแปลงมูลค่าตลาดมากกว่าห้าหมื่นล้านบาท
ซึ่งตลอดเวลาที่ร่วมงานกัน พี่จุลสิงห์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่สุดอย่างชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการรับโอนทรัพย์สินและพันธะสัญญาต่างๆ รวมทั้งการจัดการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทุกอย่างมาเป็นชื่อของวชิราวุธวิทยาลัยได้อย่างครบถ้วน โดยมีพี่จุลสิงห์เป็นผู้จัดการประสานงานหลักกับทุกหน่วยงาน รวมทั้งยังได้เป็นกำลังสำคัญในการเจรจาต่อรองกับผู้เช่าต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของโรงเรียน รวมทั้งรับผิดชอบเรื่องคดีความต่างๆที่มีอยู่
…ซึ่งตลอดเวลาที่ร่วมงานกัน เห็นได้ชัดในความกระตือรือล้น ความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ผมเชื่อว่าหายากยิ่งในหมู่ข้าราชการไทยทั้งปวง ผมเชื่อว่าพี่จุลสิงห์เป็นนักเรียนเก่าที่สนองคุณโรงเรียนได้มากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งจากการเป็นนายกสมาคมฯที่ระดมทุนได้กว่าสองร้อยล้านมาสร้างตึกเรียน ใหม่เมื่อคราวฉลองครบร้อยปีโรงเรียนเป็นกรรมการอำนวยการหลายวาระ และเป็นกรรมการบริหารทรัพย์สินตนสำคัญที่มีประสิทธิผลสูงตามที่ผมเล่ามาแล้ว
นี่คือความทรงจำที่ ผมมีต่อพี่จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตข้าราชการที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ซึ่งขอนำมาบันทึกไว้
ขอกราบส่งพี่สู่ภพภูมิที่ดีด้วยครับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง

