หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมศุลฯชี้บาท...

กรมศุลฯชี้บาทแข็งล่อใจนักหิ้วลักลอบนำเข้าแบรนด์เนม-ผลจับกุมเพิ่มเท่าตัว

10.07.19 | 16:04 น.

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายสำคัญในการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดพร้อมหน่วยปฏิบัติการวางแผนตรวจค้นจับกุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในเดือนมิถุนายน 2562 กรมศุลกากรพบการกระทำความผิด 1,798 แฟ้มคดี รวมมูลค่าของกลางประมาณ 514.29 ล้านบาท โดยการกระทำผิดมีมูลค่าสูงสุดคือ  คดียาเสพติด อาทิ ยาไอซ์ เคตามีน 19 คดี มูลค่า 211 ล้านบาท  รองลงมาคดีหลีกเลี่ยงอากรกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค 37 คดี มูลค่า 48 ล้านบาท และสินค้าแบรนด์เนมลักลอบนำเข้า 45 คดี มูลค่า 42 ล้านบาท ส่วนจำนวนคดีสูงสุดคือกลุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า 238 คดีมูลค่า 28 ล้านบาท และกลุ่มเครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง 285 คดี มูลค่า 13 ล้านบาท

ด้านนายธาดา ชุมไชโย ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร กล่าวว่า  กล่าวว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นแรงจูงใจให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาขายในไทยโดยไม่เสียภาษีมากขึ้น เช่นนาฬิกา Patek Philippe(ปาเต๊ะ ฟิลลิป) ราคาไม่ต่ำกว่าเรือนละ 8 แสนบาทน ถ้าเสียภาษีถูกต้อง คือภาษีนำเข้า 5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  หรือรวมแล้วต้องเสียภาษี 12% หรือเสียภาษีเกือบ 1 แสนบาทต่อเรือน ส่วนกระเป๋าภาษีนำเข้า 20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หรือรวมแล้ว 27% ถ้าราคากระเป๋า 1 แสนบาท ภาษี 2.7 หมื่นบาท ถือเป็นแรงจูงใจให้เกิดการนำเข้า และยิ่งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้จูงใจเพราะมีส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยน  โดยสินค้าแบรนด์เนมส่วนใหญ่จะมาจากยุโรป

“ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการตรวจสินค้าแบรนด์เนมมากขึ้น โดยพบว่าสถิติการจับกุมสินค้าแบรนด์เนมล่าสุดเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดิมปีที่ผ่านมาเฉลี่ยการจับกุมประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งกรมขึ้นแบล็กลิสต์กลุ่มหิ้วของแบรนด์เนมมาขายมีกว่า 100 ราย รวมถึงมีทีมเฝ้าติดตามเว็บไซค์ที่มีการประกาศรับหิ้วสินค้าจากต่างประเทศ แต่กลุ่มคนที่กระทำผิดเปลี่ยนวิธี เช่น ถ้าถูกจับหลายครั้ง เปลี่ยนคนไปซื้อของ หรือ บางครั้งนำสินค้าไปพักไว้ยังประเทศอื่น ก่อนนำเข้าไทย หรือส่งอื่นคนอื่นมารับสินค้านำเข้าไทยแทน ซึ่งในการจับกุมนั้นต้องอาศัยสายข่าวพอสมควร”นายธาดากล่าว