วันที่ 10 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 1,721.48 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,730.13 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,739.43 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 17.95 จุด หรือ 1.04% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,741.76 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,724.58 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 73,610.25 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 873.03 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 60.02 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 3,249.84 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 4,182.88 ล้านบาท
โดยนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเฮ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากว่า 1% สวนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งหลักๆ ปรับขึ้นมาจากปัจจัยบวกภายในประเทศเองคือ ประเด็นการเมืองในประเทศ หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ทำให้ปัจจัยบวกนี้หนุนหุ้นขึ้นแรงในช่วงท้าย รวมถึงการคาดหวังในตัวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ ครม.ชุดใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีออกมาเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น
นายวิจิตรกล่าวว่า ในช่วง 1-2 วันนี้ต้องรอติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาสหรัฐ ที่จะบอกแนวโน้มและทิศทางของอัตราดอกเบี้ย โดยหากมีแนวโน้มผ่อนคลายจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ในทางกลับกันหากยังคงไม่มีทีท่าว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้นได้ สำหรับการที่มีแรงขายหนักจากนักลงทุนในประเทศ มองว่าเป็นการขายทำกำไรเล่นเป็นรอบๆ ไม่ได้มีนัยยะอะไร
“กลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ ให้ค่อยๆ ทยอยสะสม เพราะมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่ดีขึ้น คาดว่าครึ่งหลังของปีนี้เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ไม่ให้ลดต่ำลงกว่านี้ โดยให้เน้นลงทุนสะสมในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก (Domestic Play) แทน ซึ่งแนะนำเป็นหุ้นในกลุ่มค้าปลีก อาทิ ซีพีออล โฮมโปร กลุ่มรถไฟฟ้า อาทิ บีอีเอ็ม กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อาทิ ดับบลิวเอชเอ กลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ บีกริม” นายวิจิตรกล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


