นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างร่วมงานตลาดทุนไทยกับการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในงาน mai FORUM 2019:มหกรรมรวมพลังคน mai โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้าไปทำงานแล้วน่าจะมีชุดมาตรการกระตุ้นและดูแลเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน ไทยกำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอกต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไป โดยขอหารือกับรองนายกฯ ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอเข้าไปดูงบประมาณที่จะดำเนินการว่ามีเท่าใด โดยสิ่งที่ทำนั้นต้องเห็นผลและตรงเป้าหมาย รวมถึงต้องสอดคล้องกับงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งมาตรการที่จะออกมาต้องไม่สร้างผลกระทบต่องบประมาณ
“มาตรการด้านเศรษฐกิจที่ออกมานั้นต้องดูตามสภาพความเป็นจริง โดยจะเริ่มหารือทันทีที่เข้าไปทำงานกระทรวงการคลัง โดยยังบอกไม่ได้ว่าจะเริ่มมาตรการช่วงไหน ส่วนเป้าจีดีพีหลายสำนักมองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่า 3.5% นั้น คงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้มองว่าจีดีพีจะต้องเป็นเท่าใด”นายอุตตมกล่าวและว่าส่วนปัญหาค่าเงินบาทนั้นมีหน่วยงานดูแลหลักคือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่ผ่านมาทั้งธปท.และกระทรวงการคลังปรึกษาหารือกันอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง
เมื่อถามถึงนโยบายลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตมกล่าวว่า เรื่องภาษีต้องไปดูให้ละเอียดรอบคอบว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การดำเนินการใดๆ ต้องให้เกิดความพอดีสมดุล รวมถึงต้องดูเรื่องรายได้รัฐ และต้องพิจารณาถึงความเหลื่อมล้ำกับภาษีนิติบุคคล เพราะขณะนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอัตราสูงสุด 35% แต่ภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 20% ยังมีการเขย่งกันอยู่ จะต้องมาดูว่าทำอย่างไร ปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าและเติบโตได้ รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาเห็นแล้วเป็นประโยชน์
นายอุตตมกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการดูแลเกษตรกรนั้นมีแน่นอนจะเป็นการประกันรายได้หรือไม่นั้นยังไม่สรุป ต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดก่อน สำหรับบัตรประชารัฐเดินหน้าต่อแน่นอนและจะไม่เปลี่ยนชื่อยังคงใช้ชื่อเดิม
นายอุตตมกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำขอพูดในฐานะพรรคพลังประชารัฐ เรื่องค่าแรงหลายพรรคพูดถึงโดยมีเป้าหมายระดับ 400 บาทต่อวัน และมากกว่า 400 บาทต่อวัน ซึ่งในการหารือกับพรรคร่วมน่าจะมีแนวทางร่วมกันได้ ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าแรงต้องคู่ไปกับการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน โดยมีโจทย์ใหญ่คือการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หากต้องการความยั่งยืนต้องพัฒนาแรงงานไทยให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น

