นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้าอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 29 รายไปเยือนภูมิภาคอเมริกาใต้ (ชิลี-เอกวาดอร์-เปรู)ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง และได้ทราบถึงโอกาสแนวทางในการขยายธุรกิจบริการและส่งออกสินค้า ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทย และการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ปรากฎว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การเจรจากับ 3 ประเทศมียอดสั่งซื้อภายในหนึ่งปีรวม 48.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,550 ล้านบาท
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมมีสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ อะไหล่ยานยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ กุญแจล็อกบ้านและรถยนต์ ตู้แช่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เครื่องปั๊มน้ำ หน้าต่างสำเร็จรูปพีวีซี และกลุ่มสินค้าอาหารสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ อาหารกระป๋อง (ปลาทูน่ากระป๋อง ผักผลไม้กระป๋อง) แป้งมันสำปะหลัง ขนมขบเคี้ยว ข้าวและผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นที่ทำจากข้าว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซอส และเครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เป็นต้น
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ตลาดลาตินอเมริกา มีการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยสินค้าที่ชิลี มีการนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักร เครื่องซักผ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สำหรับผลิตภัณฑ์จากยาง ปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก เครื่องประดับอัญมณี และผลไม้กระป๋อง เป็นสินค้านำเข้าสำคัญของเปรู ส่วนสินค้าที่เอกวาดอร์นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ น้ำมัน เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และพลาสติก

ซึ่งการค้าผ่านเอฟทีเอชิลี-ไทย มีผลใช้บังคับเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2558 ปัจจุบันไทยและชิลีได้ลดภาษีสินค้าเหลือ0% ให้แก่กันแล้ว กว่า90% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด หรือประมาณ 9,000 รายการ และยังจะมีการลดภาษีเป็น 0% เพิ่มเติมอีก ในปี 2563 และในปี 2566 ภาษีของทั้ง 2 ฝ่ายจะลดลงเป็น 0% ทุกรายการ ส่วนเปรูดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรี โดยกว่า 95% ของการส่งออกของเปรูได้รับสิทธิภายใต้ความตกลงกันค้าเสรี (เอฟทีเอ) ปัจจุบันเปรูมีการจัดทำ เอฟทีเอ และกรอบข้อตกลงต่างๆ(Trade Agreement) 19 ฉบับ โดยในส่วนของเอฟทีเอไทย-เปรู เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 31 ธันวาคม 2554

