รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวโน้มการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม คาดว่าจะอยู่ที่ 30.70-31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามประกอบด้วยถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ระดับสูงประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-ประเทศคู่ค้า และตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไตรมาส 2/2562 ของจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญประกอบด้วย ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิต/ธุรกิจของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย เดือนกรกฎาคม ยอดค้าปลีกผลผลิตภาคอุตสาหกรรมข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนมิถุนายน ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าเดือนพฤษภาคม และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด
ในรายงานระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทผันผวน อ่อนค่าลงช่วงต้นสัปดาห์ ตามแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์สหรัฐก่อนสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟดว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงโอกาสการลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆ นี้ และอ่อนค่าลงปลายสัปดาห์หลังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ออกมาตรการเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น เพื่อดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วจนอาจจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ทำให้วันที่ 12 กรกฎาคม ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาที่ 30.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสัปดาห์ก่อน วันที่ 5 กรกฎาคม อยู่ที่ 30.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
รายงานข่าวฯ ระบุว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยวันที่ 15-19 กรกฎาคม คาดดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,710 -1,725 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,740-1,755 จุด จากสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับตัวลงปิดที่ 1,731.59จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 67,223.83 ล้านบาท ลดลง 4.21% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2562 ของบริษัทจดทะเบียนไทย สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนมิถุนายน รวมถึงผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟีย เดือนกรกฎาคม ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ จีดีพีของจีน ไตรมาส 2/2562

