หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมพัฒน์ลุยถอ...

กรมพัฒน์ลุยถอนบริษัทร้าง เข้าข่าย8,519 ราย

15.07.19 | 16:06 น.

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2562 กรมจะดำเนินการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ออกจากทะเบียนจำนวน 8,519 ราย ด้วยเหตุจาก‘ไม่นำส่งงบการเงิน’ ย้อนหลังนานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปีงบการเงิน 2558-2560 ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานว่ามิได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว

นอกจากนี้ยังพบนิติบุคคลที่‘จดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่ดำเนินการชำระบัญชี’ ให้เสร็จสิ้น 3,959 ราย ซึ่งกรมจะประกาศรายชื่อนิติบุคคลดังกล่าวผ่าน www.dbd.go.th หัวข้อ คู่มือทำธุรกิจ เลือกบริการข้อมูล เลือกจดทะเบียนธุรกิจ และเลือกประกาศถอนทะเบียนร้างและคืนสู่ทะเบียน การดำเนินการในครั้งนี้เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน สร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจที่เข้ามาตรวจสอบข้อมูล และป้องกันความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ ทั้งนี้ นิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด กรมจะประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการในแนวทางเดียวกัน

นายวุฒิไกร กล่าวว่า นิติบุคคลที่เข้าข่ายจะถูกขีดออกจากทะเบียน กรมได้ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาจากมูลเหตุหรือข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่ามิได้ทำการค้าขายหรือประกอบกิจการแล้วโดยพิจารณาจาก 2 ประเด็นคือ นิติบุคคลที่ไม่นำส่งงบการเงินต่อกรมเพื่อแสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นับตั้งแต่ปีปัจจุบันย้อนหลังไป 3 ปีติดกัน

และ นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อให้การชำระบัญชีเสร็จสิ้นภายใน 3 ปี ส่งผลให้ชื่อของนิติบุคคลนั้นยังคงค้างอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนของกรมซึ่งทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับจำนวนนิติบุคคลที่ยังมีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน มากไปกว่านั้น อาจส่งผลต่อประชาชน ผู้ร่วมค้าหรือผู้ร่วมลงทุนที่อาจเข้าใจผิดว่านิติบุคคลเหล่านั้นยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ และก่อให้เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงตามมา เมื่อนิติบุคคลได้ถูกถอนทะเบียนร้างแล้วจะถือว่าสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นยังคงมีต่อไป อย่างไรก็ดีนิติบุคคลอาจฟื้นคืนสู่ทะเบียนได้โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน

“ปัญหาการก่ออาชญากรรมด้านการหลอกลวงให้ร่วมทำธุรกิจ หรือการสร้างความน่าเชื่อให้กับธุรกิจที่ไม่มีตัวตน โดยอ้างว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจขึ้นจริงจนเกิดคดีความฟ้องร้องกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่กรมได้ให้ความสำคัญในการป้องกัน ปราบปรามไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นและขยายวงลุกลามไปกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย

Advertisement

ดังนั้น กรมจึงขอแนะนำไปยังผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไปจะต้องตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลก่อนการลงทุนหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจทุกครั้งผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1. สายด่วน 1570 2. www.dbd.go.th หัวข้อ DBD Datawarehouse และ 3. Application ‘DBD e- Service’ ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คสถานะนิติบุคคลได้ตลอด 24 ชั่วโมง