หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สภาผู้ส่งออก...

‘สภาผู้ส่งออก’ ร้อง ‘ธปท.’ ดำเนินการเข้มข้น แก้ไขวิกฤติค่าเงินบาท

17.07.19 | 09:22 น.

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ได้เข้าหารือกับนายวีรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะผู้บริหาร ธปท. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าเงินบาทต่อภาคการส่งออก โดยคณะกรรมการ สรท. ร้องขอ ธปท. แก้ไขปัญหา ได้แก่ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบด้วย 1.ขอให้ดำเนินนโยบายอย่างเข้มข้นมากขึ้นในการป้องกันการไหลเข้าของเงินทุนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น 2.ขอให้รักษาทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งในภูมิภาค

ขณะที่ 3.ขอให้ ธปท. จัดให้มีโฆษก หรือข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถตัดสินใจป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที เนื่องจาก ข้อมูลคาดการณ์จากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์อาจทำให้สับสน และการซื้อขายสินค้าด้วยเงินสกุลท้องถิ่นเพื่อกระจายความเสี่ยง ต้องพิจารณาสกุลเงินที่เหมาะสม อาทิ เงินยูโร หรือเงินปอนด์สเตอริง อ่อนค่ากว่าเงินไทย จึงควรให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด

“สำหรับด้านต้นทุนการเงิน ประกอบด้วย 1.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและควบคุมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ จึงควรช่วยกำกับดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง 2.สนับสนุนเอสเอ็มอีในการทำประกันค่าเงินในสถานการณ์ที่ผันผวนอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องและได้มากขึ้น และ 3.ขอให้เปิดเผยข้อมูลอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายเงินตราล่วงหน้า ของธนาคารพาณิชย์หรือกำหนดค่าธรรมเนียมกลาง เพื่อใช้ในการประกอบการทำประกันความเสี่ยง” นางสาวกัณญภัค กล่าว

นายวีรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากปัจจัยภายนอก คือ การกำหนดนโยบายแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางประเทศหลัก ซึ่งสนับสนุนบรรยากาศของประเทศเกิดใหม่และประเทศไทย ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนจากต่างประเทศซึ่งเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทย

Advertisement

นายวีรไท กล่าวว่า ขณะที่ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1.ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงเทขายทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และจากการท่องเที่ยว 2.สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น 3. นักลงทุนมองเงินบาทในฐานะแหล่งพักเงินสําคัญของภูมิภาค จากปัจจัยพื้นฐานที่ดีเนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยกว่าประเทศอื่น และ 4.การเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนีอ้างอิงราคาหุ้นชั้นนำทั่วโลก (เอ็มเอสซีไอ) และพันธบัตรไทยในกลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา (เจพี มอร์แกนเชส อินเด็กซ์)

“ธปท. ได้ดำเนินมาตรการรับมือ อาทิ 1.หารือกับผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าหลักเพื่อทราบสถานการณ์และผลกระทบที่แท้จริงจากการแข็งค่าของเงินบาท 2.ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเพิ่มแรงฝืดของเงินทุนไหลเข้าในระยะยาว ได้แก่ ลดยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ จากเดิม 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย และเพิ่มความเข้มงวดการรายงานข้อมูลยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยรายงานถึงระดับชื่อผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” นายวีรไท กล่าว

นายวีรไท กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม 1.อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำ 0.88% ดังนั้น การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ และไม่ได้ช่วยลดเงินทุนไหลเข้าในระยะสั้น 2.การกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นรุนแรงเกินไป อาจจะทำให้ต้นทุนเงินกู้ภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จนเกิดผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจในประเทศ และ 3.การกำหนดนโยบายที่อาจนำไปสู่การเป็น เครื่องแลกเปลี่ยนสกุลเงิน จะมีผลกระทบด้านอื่นตามมาจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งอาจร้ายแรงกว่าผลกระทบจากค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ย

“ธปท. ขอความร่วมมือ สรท. ได้แก่ 1.ขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น 2.ร่วมมือในการป้องกันการสวมสิทธิ์การส่งออกไปยังสหรัฐ เพื่อช่วยลดมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ และกำหนดกลไกความร่วมมือเพื่อให้เกิดการนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น และ 3.ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศเพื่อลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทย” นายวีรไท กล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน