หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.ธรรมศาสตร์จ...

ม.ธรรมศาสตร์จับมือเครือซีพี ผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามโจทย์โลกศตวรรษที่ 21

19.07.19 | 19:53 น.

วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ “Defining the Future : กำลังคนในศตวรรษที่ 21”

นางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสครบรอบปีที่ 85 เรามุ่งมั่นพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ สร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อสังคมไทยและนานาชาติ ด้วยการผสานความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตทุกคณะ ทุกสาขาวิชาให้มีคุณภาพ มีทักษะเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงาน เป็นกำลังคนในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่เป็นบริษัทชั้นนำ

นางเกศินี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีโครงการยกระดับศักยภาพนักศึกษาร่วมกับภาคเอกชนหลายแห่ง และหนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ที่สนับสนุนให้นักศึกษาไปฝึกปฏิบัติงานจริงในประเทศจีนจำนวน 4 คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี นักศึกษาสามารถต่อยอดความรู้ไปสู่การปฏิบัติในบริษัทชั้นนำระดับนานาชาติ เป็นทักษะเพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่โลกของการทำงานในอนาคต

นายธนากร เสรีบุรี รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  หรือ เครือซีพี กล่าวว่า เครือซีพีเป็นกลุ่มบริษัทของไทยที่สนับสนุนการพัฒนาภาคการศึกษามาโดยตลอด รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกทดลองการปฏิบัติงานกับบริษัทต่างๆ ในเครือฯ เนื่องจากเครือซีพีมีการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและทั่วโลกรวม 21 ประเทศ ครอบคลุมถึง 8 สายธุรกิจใหญ่หลายประเภท นอกจากนี้เครือซีพีกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุค 4.0 จึงพร้อมเป็นเวทีให้นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุค 4.0

นายธนากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เปิดรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าฝึกงานกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ในต่างประเทศมาแล้วรวม 3 รุ่น โดยเริ่มที่ประเทศจีน ซึ่งเครือซีพีเป็นบริษัทข้ามชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน จนถึงปัจจุบันมีธุรกิจหลากหลายทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรมทั่วไป ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และการเงิน ฯลฯ นอกจากนี้จีนยังเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของเอเชีย มีพัฒนาการและเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด จึงเหมาะกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เยาวชนไทยได้ฝึกปฏิบัติงานจริง และจะได้ทักษะทั้งด้านภาษา สังคมวัฒนธรรม และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน

Advertisement

“การร่วมมือในครั้งนี้มาจากแนวความคิดที่เชื่อว่า ขณะนี้นักศึกษาเรียนอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีการได้ทดลองปฎิบัติในเนื้องานจริงๆ ด้วย ทำให้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเปิดให้นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์สามารถได้ฝึกและเรียนรู้ในสถานที่จริง โดยเฉพาะประเทศที่เลือกให้ไปคือ จีน เพราะเป็นประเทศที่โตเร็วมาก ตลอดระยะ 40 ปีที่ผ่านมาถือว่าจีนพัฒนาได้อย่างมหาศาล จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยให้นักศึกษาได้ประสบการณ์และความดีที่นอกเหนือจากในห้องเรียนได้ อุปสรรคเดียวที่เห็นคือ นักศึกษาไทยที่ไปยังอ่อนเรื่องภาษามาก ทำให้เรียนรู้ได้ช้ากว่าที่ควร ในเร็วๆ นี้จึงจะมีการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียรการสอนที่ทันสมัย และช่วยให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้วออกมามีงานทำ เพราะมีทักษะความสามารถตรงกับที่ผู้ประกอบการต้องการได้”นายธนากรกล่าว

นายภาสพงศ์ ศรีพิจารณ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า ในส่วนของภาควิชาจะมีการจัดโครงการประกอบกิจกรรมร่วมกัน ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคู่สัญญาและภาคเอกชน รวมถึงสถานประกอบการในชุมชนต่างๆ เนื่องจากการจัดโครงการจะไปจัดในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องร่วมมือกับชุมชนด้วย ซึ่งการจัดโครงการลักษณะนี้จะช่วยทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในพื้นที่ใหม่และมีประสบการณ์จริงเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาให้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ และส่งเสริมให้นักศึกษาไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อให้ได้ทักษะเพิ่มเติม เป็นการเรียนจากการทำงานจริง ซึ่งนักศึกษาจะได้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการตัวเอง มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีวินัยในตัวเอง ร่วมถึงได้เปิดโลกใหม่เพิ่มเติมและได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

นายปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัจจุบันการให้ความรู้กับนักศึกษาถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะความรู้ที่ถ่ายทอดให้นักศึกษานำติดตัวออกไปใช้ประกอบอาชีพ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาชีพในวันนี้อาจไม่มีในวันที่เรียนจบแล้วก็เป็นได้ โดย 60% ของงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นอาชีพที่ยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ในอนาคตต้องมีอาชีพใหม่ๆ มากขึ้นแน่นอน ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษา ให้มีทักษะและความสามารถมากขึ้น พร้อมที่จะเข้าไปควบคุมเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อให้นักศึกษาที่จบออกไปสามารถสร้างงานเป็นของตนเองหรือเป็นผู้ประกอบการเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเป็นลูกจ้างในองค์กรของภาคเอกชนหรือหน่วยงานภาครัฐ

“จะมีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน และเปิดสอนในภาคเรียนการศึกษา 1 ปี 2562 นี้ ซึ่งจะมีการนำความต้องการของภาคเอกชนเข้ามาประยุกต์กับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาให้นักศึกษามีทักษาที่ผู้ประกอบการต้องการ ซึ่งจะเน้นไปที่การปฎิบัติและลงพื้นที่ศึกษาดูงานในสถามที่จริง เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับนักศึกษามกาขึ้น”นายปกรณ์กล่าว

นายสถาพร โอภาสานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า การให้ความรู้และทักษะต่างๆ ในปัจจุบันไม่สำคัญเท่าการพัฒนาด้านอารมณ์ เพราะทักษะอารมณ์เป็นสิ่งเดียวที่ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทำไม่ได้ แต่ความรู้ด้านเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องมีการพัฒนาให้นักศึกษาในอนาคตสามารถใช้งานและทำงานในโลกดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน