เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 9.00 น. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับข้าราชการระดับสูง ร่วมกับ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่กระทรวงพลังงาน
นายสนธิรัตน์กล่าวภายหลังการประชุม ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อใช้เป็นแนวทางกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงานทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน โดยได้หารือถึงนโยบายสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดัน โดยวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ จะมีประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงานอีกครั้งเพื่อกำหนดนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินการภายใน 3 เดือนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจะเข้าไปพิจารณารายละเอียด แก้ไขหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
“ความช่วยเหลือผ่านกลไกพลังงาน อาทิ การดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนของพลังงานที่ปัจจุบันรัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้า ส่วนลดก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ก็จะมีการทบทวน ขณะที่การปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี)ตามนโยบายเดิมก็จะพิจารณาอีกครั้ง”นายสนธิรัตน์กล่าว
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้จะกำหนดนโยบายเพื่อดำเนินการระยะสั้นภายใน 1 ปี และดำเนินระยะยาวภายใน 4 ปี เพื่อให้ภาคพลังงานสามารถลดค่าใช้จ่ายของประชาชน สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน อาทิ การสนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน หรือสามารถขายได้เพื่อสร้างรายได้ อาทิ การสนับสนุนผลิตก๊าซชีวภาพ โดยนโยบายทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ในที่ประชุม ปตท.ได้เสนอให้เรื่องมิติพลังงานบนดิน เพื่อสนับสนุนพืชพลังงาน ที่นอกจากจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว และยังเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วย อาทิ การสนับสนุนน้ำมันบี7 บี10 และบี20 ซึ่งน้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลนี้จะไปเชื่อมโยงกับการดูแลเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันที่กระทรวงพลังงานพยายามดูดซับทั้งในรูปของน้ำมันและเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า การหารือยังได้สรุปถึงบทบาทของกระทรวงพลังงาน โดยต้องการให้ทุกองค์กรภายใต้กระทรวงพลังงานถอยความเป็นองค์กร เพื่อบูรณาการร่วมกันและเข้าถึงประชาชน ชุมชน ลดข้อจำกัด และอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการด้านพลังงานเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างสูงสุด
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ส่วนประเด็นข้อขัดแย้งทางความคิดด้านพลังงานจนเกิดการคัดค้านของบางกลุ่ม อาจจะมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกัน จะต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อให้สร้างความเชื่อถือในข้อมูลร่วมกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน

