นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจขออาเซียน (High Level Task Force onASEAN Economic Integration หรือ HLTF-EI) ครั้งที่ 36 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ และจัดขึ้นเมื่อ18-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ของปีนี้ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการทบทวนการดำเนินงานตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 รวมทั้งเห็นชอบให้อาเซียนเริ่มดำเนินการประเมินประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจที่อาจเป็นคู่เจรจาเอฟทีเอของอาเซียนในอนาคต นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการศึกษาเรื่องระบบบริหารจัดการกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งรับทราบแนวทางการดำเนินงานต่อไปของอาเซียน ในเรื่องการรับมือกับการปฏิบัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ 4IR
นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC Blueprint 2025) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 และจะครบครึ่งทางปี 2563 อาเซียนจึงต้องประเมินผลการทำงานที่ผ่านมาว่าบรรลุเป้าหมายไปมากน้อยเพียงใด มีประเด็นใดที่ประสบความสำเร็จหรือควรปรับปรุง ทั้งการดำเนินการในภาพรวมและในส่วนของคณะทำงานในสาขาต่างๆ เช่น การเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการดำเนินงานในสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ รวมทั้งการประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการค้าโลกที่จะเกิดขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินงานต่อไป
“การทบทวนจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งทุกประเทศเห็นด้วยกับข้อเสนอของไทยที่เสนอแนะให้มีการสื่อสารให้ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปได้รับทราบเพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบถึงโอกาสและประโยชน์ที่จะได้รับจากมาตรการต่างๆ ของอาเซียน รวมถึงข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากภาคส่วนต่างๆ ในการนำมาปรับปรุงแผนงานของอาเซียนในระยะต่อไป “นายบุณยฤทธิ์กล่าว
นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมฯยังได้เห็นชอบให้อาเซียนดำเนินการประเมินประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจที่แสดงความสนใจหรือมีศักยภาพที่จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดกับอาเซียน และอาจมีการจัดทำ FTA กับอาเซียนในอนาคต เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ชิลี สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) รวมทั้งหลักเกณฑ์ที่จะใช้ประเมิน เช่น ความสำคัญทางเศรษฐกิจที่มีต่ออาเซียน ความคาดหวังในการดำเนินการ ความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ทรัพยากรที่ต้องใช้ เป็นต้น เพื่อให้อาเซียนสามารถวางกลยุทธ์และจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม และอาเซียนได้รับประโยชน์สูงสุด
นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับการศึกษาระบบบริหารจัดการกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยประเทศไทยจัดเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในอาเซียนที่มีระบบบริหารจัดการกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยการศึกษานี้ จัดทำเพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาระบบการออกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นภาระต่อภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น มีความโปร่งใส และดึงดูดการลงทุน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานต่อไปของอาเซียนในเรื่องการรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ 4IR ซึ่งเป็นผลจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID-IGNITE) จัดการประชุมคณะกรรมการรายสาขาด้านเศรษฐกิจของอาเซียนสมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2562 โดยเห็นชอบใน 3 ประเด็น คือ 1) มอบหมายให้สำนักเลขาธิการอาเซียนจัดทำแผนยุทธศาสตร์อาเซียนเรื่อง 4IR ที่ครอบคลุมการดำเนินงานและข้อริเริ่มต่างๆ ของทั้งสามเสาอาเซียนรวมทั้งทิศทางในเรื่อง 4IR 2) พิจารณากลไกการการแบ่งปันข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ 4IR และ 3) พิจารณากลไกที่เหมาะสมสำหรับสนับสนุนการดำเนินการในประเด็น 4IR อาทิ การใช้กลไกการประชุมที่มีในปัจจุบัน หรือจัดตั้งสาขาความร่วมมือใหม่เพื่อดูแลและติดตามประเด็น 4IR โดยเฉพาะ
“ผลจากการประชุม HLTF-EI ในครั้งนี้ จะถูกจัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEM ครั้งที่ 51 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกันยายนนี้ ให้ความเห็นชอบเพื่อไปสู่การดำเนินการในขั้นต่อไป” นายบุณยฤทธิ์กล่าว
