หน้าแรก เศรษฐกิจ โพลเอกชน93.6%...

โพลเอกชน93.6%ค้านขึ้นจ้างรายวัน400บาท ต้องควัก2แสนล้าน/ปี ชี้เป็นพิษต่อธุรกิจ-เศรษฐกิจในระยะยาว (ชมคลิป)

26.07.19 | 14:37 น.

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศ ที่ก่อนแถลงนโยบายของรัฐบาลมีกระแสข่าวเตรียมปรับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 400-425 บาทต่อวันทั่้วประเทศ โดยทำการสำรวจสมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศ 1,355 กลุ่ม ระหว่างวันที่ 12-25 กรกฎาคม 2562 พบว่า 93.6% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน เพียง 6.1% เห็นด้วย

ซึ่งเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าจะกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นที่เป็นอัตราปรับสูงจากเดิม 30% กระทบต่อโครงสร้างแรงงานที่เกินขั้นต่ำต้องปรับทบทวนทั่้งระบบเป็นการเพิ่มภาระผู้ประกอบการ เสี่ยงต่อการขาดทุนและปิดกิจการของเอกชน กระทบต่อความมั่้นใจการลงทุนใหม่และลงทุนของต่างชาติ คุณภาพแรงงานอาจยังไม่สอดรับกับความต้องการของตลาดผู้จ้างแรงงาน ภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ทันที่จะนำเทคโนโลยีใหม่หรือหุ่นยนต์มาใช้แทนแรงงานคนอาจกระทบต่อการปิดตัว รวมถึงกระตุ้นเงินเฟ้อในสูงขึ้นจนกระทบต่อภาคบริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรและยังผันผวน

นายพจน์ กล่าวว่า ดังนั้นในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังผันผวน ยังไม่ควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราเกิน 400 บาท แต่ควรปรับอัตราตามมาตรฐานและปรับตามพื้นที่ในแต่ละจังหวัด อัตราที่กำหนดต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดและคณะกรรมการค่าจ้าง(ไตรภาคี)ซึ่งจะมีการพิจารณาบนพื้นฐานทักษะแรงงานและ10ดัชนีที่นำมาคิดคำนวณ เช่น ดูจากอัตราขยายตัวของจีดีพี เงินเฟ้อ รายได้ การส่งออก เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างยังไม่ดีขึ้น การจะปรับแบบก้าวกระโดดจะเป็นผลเสียระยะยาวมากกว่าผลดี

นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีการจัดทำระบบพัฒนาฝีมือแรงงานที่ชัดเจนมากขึ้น ควรปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2-3 ปีต่อครั้ง ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่น้อยกว่า 5 ปี ควรมีมาตรการลดค่าไฟฟ้า ส่งเสริมนายจ้างในการทำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันนระยะยาว พร้อมกับยกเลิกค่าจ้างต่ำให้เป็นค่าจ้างลอยตัวตามแนวคิดค่าจ้างแรกเข้าในระยะยาว และควบคุมดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชนให้เหมาะสม

นายพจน์ กล่าวว่า จากผลสำรวจเอกชนเห็นว่าการปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงโดยทันที จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนจ้างงานทั้งระบบ และทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีที่มีกว่า 3 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 6.5 ล้านล้านบาท หรือ 42.4% ของจีดีพีประเทศ จะได้รับผลกระทบจากการปรับตัวไม่ได้ทันทีและกดดันมากขึ้นจากปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น

Advertisement

“ที่สำคัญจะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ ดูจากอัตราการปรับค่าจ้างรายวันของไทยกับประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน พบว่า หากไทยขยับจาก 325 บาทไปถึง 400-425 บาท จะปรับขึ้น 23.1-30.1% เป็นอัตราที่สูงกว่าการปรับขึ้นของมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ที่ปรับในอัตรา 5-10% หากนำไปเปรียบเทียบไทยจะเสียเปรียบต่อการตัดสินใจของต่างชาติและลดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ”

นายพจน์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคการเมืองปรับขึ้นค่าจ้างก้าวกระโดดมาหาเสียงถือเป็นนโยบายกาลักน้ำ ที่ฝ่ายการเมืองต้องการชนะการเลือกตั้งแต่เป็นการนำเงินจากกระเป๋าเอกชนมาใช้ในการจูงใจประชาชนมาเลือกผู้แทน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่านักลงทุนต่างชาติจำนวนมากก็เกิดความกังวลกับการเลือกตั้งของประเทศไทยแต่ละครั้ง เพราะแต่ละครั้งก็จะมีพรรคการเมืองได้นำนโยบายการขึ้นค่าแรงมาหาเสียวทุกครั้ง หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างงานแบบก้าวกระโดดอีกเหมือนกับ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตหรือรายใหญ่อาจไปลงทุนในเวียดนามแทน

” ผลสำรวจและข้อเสนอทั้งหมดจะนำเสนอรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเสร็จ คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จากนี้ก็จะทยอยเข้าพบหน่วยงานต่างๆ ส่วนจะปรับค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ เอกชนไม่อาจระบุได้โดยภาพรวมเพราะแตกต่างในแต่ละอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ที่แตกต่างมากกว่าขึ้นทั้งระบบ เอกชนไม่ได้ขดัแย้งเรื่องปรับค่าแรง แต่ควรพิจารณาให้เหมาะสม ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าจะขึ้นถึง 400 บาทและไม่กล้าทำในตอนนี้ เพราะจะซ้ำเติมภาคลงทุนและเศรษฐกิจ ” นายพจน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จากเดิม 325 บาท เท่ากับจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกวันละ 75 บาท หรือเดือนละ 2,100 บาท คำนวนจากผู้ใช้แรงงานรายวันประมาณ 10 ล้านคน ค่าจ้างที่เอกชนต้องจ่ายรวม 2.1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอัตราและวงเงินขนาดนี้จะสร้างภาวะช็อกในระบบการลงทุนภาคเอกชน ทำให้เอกชนต้องทบทวนการจ้างงาน อาจเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น หันนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์มาแทนคนมากขึ้น โดยที่ไม่อาจระบุได้ว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้สูงขึ้น ซึ่งเมื่อครั้งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากกว่า 200 บาท เป็น 300 บาทในปี 2555 ก็พบว่าปี 2556 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2% และเงินเฟ้อที่วัดจากค่าใช้จ่าย ลดลงจาก 3% เหลือ 2%

” ปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้อให้การปรับขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด เป็นการบิดเบือนโครงสร้างต้นทุนครั้งใหญ่อีกครั้ง ทั้งเอกชนและระบบเศรษฐกิจจะช็อก การดึงเงินจากกระเป๋าเอกชนหวังกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มรายได้แรงงาน จะได้ไม่คุ้มเท่ากับรัฐใช้เงินภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าแรงสูงเร็วเกินไประยะยาวจะเป็นการกดดันทั้งรายได้เอกชน รายได้ผู้ใช้แรงงาน การลงทุน และระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลควรระมัดระวัง และทยอยการปรับขึ้นแบบขั้นบันไดเหมือนประเทศอื่นๆ ค่อยปรับค่อยปรับตัวจะดีกว่า ซึ่งการให้เอกชนควัก 2 แสนกว่าล้านบาท เป็นการหาเสียงของฝ่ายการเมืองที่เป็นการสัญญาต่อประชาชนแบบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่บังคับให้เอกชนควักเงิน เรื่องนี้ควรทำอย่างระมัดระวัง ” นายธนวรรธน์ กล่าว