ทุนจีนกว้านซื้อบิ๊กรง.ยางพาราไทย ก.อุต-เอกชนจับตาหวั่นฮั้วราคาทำชาวสวนยางน้ำตาร่วง จี้รัฐเร่งยกระดับสหกรณ์ต้นน้ำผลิตยางได้มาตรฐานสากลสู้ทุนจีน
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างจับตาการเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมยางพารา เนื่องจากล่าสุดมีผู้ประกอบการรายใหญ่จากประเทศจีนหลายราย เข้ามาซื้อธุรกิจผลิตยางพารารายใหญ่ของไทยหลายโรงงาน อาทิ บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน) และบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพาราแปรรูปขนาดใหญ่ของไทย และยังมีอีกหลายโรงงานที่อยู่ระหว่างการเจรจา จึงต้องติดตามสถานการณ์ว่า จะส่งผลกระทบต่อตลาดยางพาราในไทยอย่างไร เพราะยางพาราถือเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย เป็นตลาดส่งออกยางพาราในอันดับต้นๆ ของโลก และที่สำคัญราคายางถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาล
นายเอกชัย ลิมปิโชติพงษ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่จีนเข้ามากว้านซื้อกิจการยางพาราไทยครั้งนี้ มองว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่อยู่กลางน้ำ คือ อุตสาหกรรมแปรรูปขั้นต้นของยางพารา อาทิ การผลิตยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น กลุ่มนี้จะมีโรงงานผู้กุมตลาดยางพาราเกือบทั้งหมดประมาณ 5 ราย จากกระแสข่าวที่จีนซื้อไปแล้ว 2 ราย และอีกหลายรายอยู่ระหว่างการเจรจา อาจส่งผลทั้งด้านบวก และด้านลบ โดยด้านบวก อาจทำให้ยางพาราของไทยส่งออกไปยังตลาดจีนได้มากขึ้น ลักษณะเดียวกับทุเรียนที่จีนเข้ามาครอบครองตลาดต้นน้ำ ส่งผลให้ทุเรียนไทยเข้าไปขยายตลาดในจีน ราคาทุเรียนไทยสูงขึ้นมาก ซึ่งหากจีนเข้ามาซื้อกิจการกลางน้ำยางพาราของไทย จะทำให้ได้เปรียบในตลาดจีน มากกว่าประเทศคู่แข่ง อาทิ อินโดนีเซีย ที่จีนยังไม่ได้เข้าไปลงทุนซื้อกิจการ แต่ด้านลบจะทำให้จีนเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมยางพารากลางน้ำ อาจมีโอกาสรวมตัวกันกดดัน(ฮั้ว) กำหนดราคา และปริมาณการซื้อยางพาราจากเกษตรกรไทย และสหกรณ์การเกษตรที่อยู่ต้นน้ำได้ หากผู้ประกอบการกลางน้ำเป็นคนไทย รัฐบาลยังพอเจรจาขอความร่วมมือในบางเรื่องได้ แต่ถ้าเป็นต่างชาติรัฐบาลอาจขอความร่วมมือได้ยากขึ้น และผู้ประกอบการดังกล่าวนี้ อาจไปฟ้องรัฐบาลจีนว่าไทยกดดัน
นายเอกชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แนวทางการรับมือรัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรยางพาราให้เข้มแข็ง รวมตัวกันผลิตและแปรรูปขั้นต้นที่มีคุณภาพ และฝึกอบรมด้านการทำธุรกิจให้มีความเป็นสากล จะช่วยให้ผู้ผลิตปลายน้ำเข้ามาซื้อจากสหกรณ์การเกษตรมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโรงงานแปรรูปยางปลายน้ำ มักจะไปซื้อยางพาราจากผู้ผลิตกลางน้ำมากกว่าต้นน้ำอย่างสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากมีคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า และส่งมอบได้ตรงเวลาตามความต้องการที่ได้ทำสัญญากำหนดไว้ ต่างจากสหกรณ์การเกษตรที่มีจุดอ่อนตรงนี้ แต่สหกรณ์การเกษตรมีจุดแข็งที่ต้นทุนยางพาราต่ำกว่า หากมีการบริหารจัดการที่ดี จะสู้ผู้ผลิตจากจีนได้ และรัฐบาลควรจะลดการพึ่งพาตลาดจีนลง จากปัจจุบันที่ไทยส่งออกยางพาราไปจีนสูงกว่า 70% เป็นความเสี่ยงทำให้จีนเข้ามามีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยควรจะหันไปตลาดใหม่อื่นที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อาทิ อินเดีย ยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงด้านการส่งออกในระยาว
“ในธุรกิจยางพารากลางน้ำ เหมือนกับการเล่นกาสิโน มีการขึ้นลงรวดเร็ว คาดการณ์ได้ยาก ถ้าทำสำเร็จจะได้กำไรสูงมาก ซึ่งจีนมักชอบธุรกิจประเภทนี้ รวมทั้งขณะนี้จีนมีเงินมาก จึงออกไปซื้อธุรกิจทั่วโลกเพื่อทำกำไร และตั้งโรงงานผลิตล้อยางในไทยจำนวนมาก เพื่อเลี่ยงสงครามการค้า ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งไปยังสหรัฐฯ จึงอยากขยายไปธุรกิจต้นน้ำมากขึ้น ส่วนธุรกิจปลายน้ำ อาทิ อุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ ผลิตถุงมือยาง พบว่า จีนสนใจเข้ามาซื้อกิจการด้วยเช่นกัน”นายเอกชัยกล่าว

