‘สนธิรัตน์’เล็งปรับปรุงแผนพีดีพี 2018 ปรับฐานค่าไฟถูกลง (มีคลิป)

31.07.19 | 16:47 น.

สนธิรัตน์ เล็งปรับปรุงแผนพีดีพี 2018 ดันไทยเป็นเทรดเดอร์ด้านพลังงานอาเซียน พร้อมปรับฐานค่าไฟถูกลง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาในงานเจาะลึกแผนพีดีพีทิศทางพลังงานไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงฯมีนโยบายที่จะปรับทิศทางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี2018) ใหม่ให้สามารถเข้าถึงชุมชนมากขึ้น และเป็นกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายประชาชนในระดับฐานราก โดยจะเปิดรวบรวมความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นข้อวิพากษ์ ปรับปรุงให้ตอบสนองทิศทางพลังงานในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เป็นการรื้อและทำใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงแผนพีดีพี2018 ครั้งแรก

“อีกหนึ่งเรื่องในการปรับแผนพีดีพี ต้องยกระดับให้ไทยเป็นเทรดเดอร์พลังงานไฟฟ้าอาเซียน หรือเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน เพราะนอกจากจะมีผู้ซื้อและผู้ขายที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนด้านพลังงานได้เร็วยิ่งขึ้น” นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนในเรื่องของแผนปรับปรุงค่าไฟ ภายใต้แผนพีดีพี 2018 มองว่าแผนนี้อาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาจากเดิมที่อยู่ในระดับราคา 3.58 บาทต่อหน่วย มองว่าราคาไฟฟ้ายังสามารถปรับให้ถูกลงได้อีก ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในแผนพลังงานไฟฟ้าราคาถูก สำหรับคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า คือต้องสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงกว่าชุมชนอื่น ซึ่งอาจจะต้องบรรจุอยู่ภายใต้แผนพัฒนากองทุนไฟฟ้า และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนตุลาคมนี้

“โรงไฟฟ้าชุมชนหลักการเราจะเน้นพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงไฟฟ้าจากขยะที่จะต้องหารือกับมหาดไทยในส่วนนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกันนี้ได้มอบให้ไปดูพื้นที่ว่าสายส่งที่ใดจะรับซื้อไฟฟ้าจากชุมชนเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงไฟฟ้าได้ทันทีเมื่อมีความชัดเจนก็จะทราบถึงพื้นที่แน่ชัดไม่ต้องไปวิ่งเต้นขอผลิตไฟ”นายสนธิรัตน์กล่าว

Advertisement

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากในยุคหลายปีที่ผ่านมา และจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของโลก ด้านพลังงานทดแทนเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะเข้ามาทดแทนทิศทางพลังงานของของโลกในอนาคต โดยเมื่อดูจากการกำหนดทิศทางพลังงานของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ได้กำหนดไว้ 2 เรื่องได้แก่ 1.ต้องเป็นพลังงานที่พี่น้องประชาชนแบกรับภาระได้ ทิศทางราคาต้องต่ำลง 2.จะต้องเป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม และมันจะเชื่อมโยงไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

นอกจากนี้ จะมีการปรับหลักเกณฑ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีกรอบวงเงินอยู่ 12,000 ล้านบาท โดยจะปรับให้มีแนวทางการพิจารณาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มีโครงการที่เกิดผลประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง สอดรับกับพลังงานชุมชนและกระจายไปยังระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านพลังงานรายใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้