นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าสินค้าล็อตใหม่ที่สหรัฐฯเตรียมขึ้นภาษี 10% มีจำนวน 3,812 รายการ ทั้งนี้มี 7 รายการที่ซ้ำกับมาตรการ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่บังคับใช้ไปแล้ว โดยล็อตใหม่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 นั้น เป็นสินค้าส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดที่สหรัฐฯนำเข้าจากจีน โดยส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าอุปโภคและบริโภค อาทิ อาหาร อุปกรณ์และเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม) เสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ และของเล่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคสหรัฐฯทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกเว้น สินค้าบางรายการ อาทิ ยา และแร่ Rare Earth
” การขึ้นภาษีครั้งนี้ สหรัฐฯ อ้างว่าจีนไม่ทำตามข้อตกลงที่เคยได้ให้ไว้ คือไม่ซื้อสินค้าเกษตร อาทิ ถั่วเหลือง และอื่นๆ และยังขายยา Fentanyl (ยาระงับปวด) ไปยังสหรัฐฯ บวกกับการเจรจาครั้งที่ 12 ที่กรุงปักกิ่ง ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ทั้งนี้ นาย Robert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) คนใหม่ และ นาย Steven Mnuchin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ มีท่าทีคัดค้านการขึ้นภาษีครั้งนี้ โดยสหรัฐฯ – จีน มีกำหนดการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ”
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ซึ่งการศึกษาของสนค. เห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันจีน โดยเฉพาะให้นำเข้าสินค้าเกษตรซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของสหรัฐฯในแถบ Midwest(ตะวันตกตอนกลางของประเทศ) ขณะที่จีนมีท่าทีดึงการเจรจาออกไป โดยอาจรอดูแนวโน้มผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยผลกระทบจากสงครามการค้าไม่ได้กระทบไทยเพียงประเทศเดียว แต่ส่งผลไปทั่วโลก อาจทำให้ปริมาณการค้าโลกหดตัว รวมทั้งส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และราคาน้ำมัน ที่มีการตอบสนองทันทีหลังประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตประกาศการขึ้นภาษีตอบโต้ครั้งล่าสุตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ร่วงลงกว่า 200 จุด เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ไอเอ็มเอฟประกาศลดคาดการณ์จีดีพี และปริมาณการค้าโลก(สินค้าและบริการ) ปี2562 เหลือ 3.2% และ 2.5% ตามลำดับ
” หากสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีจริง จะมีผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกไทยและผลกระทบทางอ้อมที่ผ่านห่วงโซ่อุปทานจีน ประเมินว่ามีไม่มากนักเมื่อเทียบกับมาตรการ2 ครั้งที่ผ่านมา และบางส่วนเป็นสินค้าที่ไทยมีการนำเข้าสุทธิปี 2561 และ 2562 โดยกระทรวงพาณิชย์ จะติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างใกล้ชิด ”
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า รายการสินค้าที่ไทยสามารถแสวงหาโอกาสในการส่งออกเพิ่มได้ โดยเฉพาะมีสินค้าเกษตรอยู่หลายรายการ ไทยมีโอกาสที่จะส่งออกเพิ่มในตลาดสหรัฐฯ กว่า 725 รายการ โดยเป็นสินค้าที่ไทยมีด้วยส่วนแบ่งตลาดและความสามารถทางการแข่งขันในรายสินค้า (RCA) สูง ประกอบกับภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค อาทิ อาหารและเครื่องปรุงอาหาร (เครื่องเทศ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะพร้าว พีนัท ถั่ว Pignolia น้ำตาลอ้อย) น้ำผลไม้ ขิง ชาเขียว เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องประดับ (ไข่มุกและนาฬิกา) และของใช้ในบ้าน (เครื่องเซรามิค เครื่องแก้ว)
” การตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเช่นไทย โดยรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์มิได้นิ่งนอนใจ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.พาณิชย์) ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือในประเด็นนี้ด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแนวทางการรับมือไว้ เช่น ทำแผนรุกตลาดในสินค้าศักยภาพลงลึก และเร่งการพัฒนาการส่งออกผ่านออนไลน์ (e-commerce) เตรียมข้อมูลเรื่อง non-tariff measures ที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ควรเร่งเจรจา เร่งผลักดันการค้าชายแดนที่มีศักยภาพในการขยายตัว สงครามการค้าครั้งนี้ ไม่ได้มีแต่สหรัฐฯ และจีนที่เจ็บตัวกัน แต่ผลกระทบกระจายไปทั่วโลก เจ็บตัวกันไปไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่เป็นการดีกับการค้าโลกที่ยังเปราะบางอยู่ สนค. มองว่าความขัดแย้งของสองประเทศ มีรากเหง้าลึกกว่าเรื่องของการค้า เป็นการแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีและการมีอิทธิพลในทวีปเอเชียด้วย จึงอาจจะเป็นหนังเรื่องยาว ในส่วนของไทยแม้ว่าอาจจะทำให้การส่งออกลดลงบ้างในปีนี้ แต่ท่ามกลางปัญหา ก็ยังเห็นโอกาสอยู่หลายจุด เพราะเศรษฐกิจไทยและการส่งออกไทยมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง สินค้าไทยหลายตัวมีมาตรฐานสูงและมีชื่อเสียงในตลาดโลก ขณะนี้เป็นโอกาสที่เราจะนำสินค้าไทยแทรกเข้าไปในหลาย ๆ ตลาด แม้ว่าระยะสั้นอาจจะต้องมีผลกระทบแรงต่อการส่งออก แต่มั่นใจว่า ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะรับมือได้อย่างแน่นอน ” นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าอย่างใกล้ชิดในกลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ฯ อะลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องจักรไฟฟ้าฯ ทองแดง และเคมีภัณฑ์ เพื่อป้องกันการสินค้าไหลเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากจากมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศและผู้บริโภค ซึ่งยังไม่พบการนำเข้าที่ผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา

