หน้าแรก เศรษฐกิจ ทางวิชาการชี้...

ทางวิชาการชี้แล้งยืดเยื้อยาว2เดือน ภาคเกษตรเสียหาย3.7หมื่นล. กระทบถึงจีดีพีเหลือ2.9%

2.08.19 | 16:12 น.

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562 จากหน่วยงานด้านการเกษตรและผู้แทนหน่วยงานเอกชนทั่วประเทศจำนวน 109 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 26-31 กรกฎาคม 2562 พบว่า สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม 41.1% ภาคการค้า 21.1% ภาคบริการ 12.7% และภาคการผลิต 22.5% สาเหตุหลัก อาทิ ขาดแคลนเพื่อการทำการเกษตรส่งผลให้ผลผลิตน้อย และการค้าซบเซา จากการที่ประชาชนหรือผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ลดลง เป็นต้น

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า ผลการประเมินมูลค่าความเสียหายในปัจจุบัน พบว่า ข้าวเสียหาย 7,549.95 ล้านบาท สินค้าเกษตรอื่นๆเสียหาย 2,257.66 ล้านบาท หรือรวมความเสียหายกว่า 9,807.61 ล้านบาท หากภัยแล้งยืดเยื้อไปอีก 1 เดือน หรือตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ความเสียหายโดยรวมจะเพิ่มเป็นกว่า 18,871.57 ล้านบาท หากยืดเยื้อออกไปอีก 2 เดือนหรือต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน ความเสียหายจะถึง 37,378.87 ล้านบาท

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า สำหรับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมิถุนายน 2562 จากภาคเอกชนจำนวน 369 ราย พบว่า ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 47.1 ซึ่งต่ำกว่าระดับค่ากลางที่ 50 และคาดการณ์ 6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจของจังหวัดในภาพรวมจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง มองว่าปัจจัยลบมากจากปัญหาทางการเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพ และขาดความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์ของต่างประเทศ ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐเร่งส่งเสริมนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฐานราก และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเรื่องดูแลและกำกับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไม่ให้แข็งค่ามากกว่าภูมิภาคอื่น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการที่ดัชนีความเชื่อมั่นชะลอตัวทุกรายการ เป็นผลมาจากเศรษฐกิจมีภาวะซึมตัวและมีทิศทางชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้บางภูมิภาคอยู่ระดับที่ดี แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่มากระทบ อาทิ ปัญหาภัยแล้ง แม้เริ่มผ่อนคลายแล้ว แต่ถ้ายืดเยื้อออกไป 1-2 เดือนจากนี้ จะฉุดเศรษฐกิจ(จีดีพี)ลดลง 0.2-0.3% จากเดิมคาดไว้ทั้งปีจะโต 3.2-3.5% ทั้งนี้ มีโอกาสกว่า 50% จีดีพีไทยโตต่ำกว่า 3% หรือขยายตัวแค่ 2.9% และมีโอกาสเศรษฐกิจซึมตัวลงเรื่อยๆ ดังนั้นรัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงินควบคู่กับนโยบายการคลัง

“กรณีสหรัฐประกาศขึ้นภาษีอีก 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มองได้หลายมุมว่าสหรัฐอาจขึ้นภาษีจริง หรืออาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าผลการเจรจาในเดือนกันยายนนี้ออกมาในเชิงบวก หรืออาจตั้งประเด็นไว้เพื่อใช้ในการต่อรองและเจรจาในการประชุมครั้งที่จะเกิดขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้จะคล้ายกับการขึ้นภาษี 25% ที่ผ่านมาเนื่องจากครั้งที่แล้วเจรจากันไม่ลงตัว แต่ครั้งนี้ยังไม่ทางออกหากการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ในความรู้สึกของโลกยังคิดว่าสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่จบ และมีโอกาสยืดเยื้อไปถึงการเลือกตั้งรอบใหม่ของสหรัฐฯ หรือประมาณ 1-2 ปี จากการขึ้นภาษีดังกล่าวจะทำให้ไทยมีช่องทางในการส่งสินค้าบางตัวเข้าสหรัฐได้มากขึ้น รวมถึงขณะนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ทำการลดดอกเบี้ยลงแล้วเนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐซบเซาลง และมองว่าไทยควรลดดอกเบี้ยลง ตามเทรนด์โลกเช่นกัน” นายธนวรรธน์ กล่าว

Advertisement

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 2 สิงหาคมนั้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น และทำให้ประชาชนมองว่าการเมืองในประเทศขาดเสถียรภาพและขาดความน่าเชื่อถืออีกด้วย จะกระทบต่อภาคธุรกิจและการลงทุน โดยหวั่นจะเกิดความรุนแรงและขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมองว่าไม่ได้หวังผลถึงชีวิต แต่มีผู้บาดเจ็บซึ่งจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นในระยะสั้น หากรัฐบาลมีการเข้ามาดูแล ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้ เชื่อว่ารัฐบาลอาจจะดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ โดยจะใช้มาตรการของรัฐเพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป