‘ดีอี’​ ยันไม่มีประกาศเขตควบคุมพิเศษ วอน ปชช. ตรวจสอบก่อนแชร์ข้อมูลทางสื่อออนไลน์

2.08.19 | 19:42 น.

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)​ เปิดเผยว่า ตามรายงานข่าวพื้นที่ประกาศพื้นที่ควบคุมพิเศษนั้น ยังยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศพื้นที่ หรือเขตควบคุมพิเศษใดๆ และฝ่ายความมั่นคงได้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในบริเวณสำคัญทุกพื้นที่แล้ว และขอความร่วมมือจากประชาชนพี่น้อง 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ก่อนส่งต่อข้อมูลควรตรวจสอบให้แน่ชัด เพราะการส่งต่อข่าวลักษณะดังกล่าวจะสร้างความตระหนกให้กับสังคมสับสนได้ และ 2.ขอให้ใช้ประโยชน์จากสื่อโซเซียลในมิติที่เป็นประโยชน์ ด้วยการช่วยการสอดส่องดูแลสิ่งที่จะเห็นว่าเป็นสิ่งผิดปกติ และไม่ตื่นตระหนกโดยไม่มีการกลั่นกรองความถูกต้องต่างๆ โดยเฉพาะการใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ แชร์ ส่งต่อข้อความที่จะทำให้มีความตระหนกตกใจกัน

อันเนื่องมาจากข่าวระเบิดป่วนเมืองที่ปรากฏตามเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ในวันนี้ (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) การก่อความไม่สงบและทำให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชน รวมทั้งมีการแชร์ภาพ ข้อความต่างๆ ที่ทำให้ตื่นตระหนก โดยไม่มีการกลั่นกรอง คัดกรองกันก่อนเกี่ยว กระทรวงดีอี ห่วงใย และจะเร่งดำเนินการงานด้านดิจิทัลเพื่อความมั่นคง หาแนวทางในการจัดตั้งศูนย์คัดกรอง กลั่นกรอง ป้องกันเรื่องของเฟคนิวส์เซ็นเตอร์ เน้นสื่อสารข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงด้านความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เป็นการเร่งรัดนโยบายด้านการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านดิจิทัล มุ่งเน้นความมั่นคงด้านข่าวสาร โดยจะตั้งหน่วยงานศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ เน้นสื่อสารข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงด้านความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปรากฏตามเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ เร่งรัดหามาตรการในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ กับภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลและอาชญากรรมออนไลน์ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)​ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 กับกรณีศึกษาการใช้โซเชียล​มีเดีย​ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยโทรศัพท์มือถือสูงถึง 180% ของประชากร และมีการใช้สื่อโซเชียล​มีเดียสูงมาก โดยมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค​ สูงสุดถึง 54 ล้านคน,  ไลน์ 42 ล้านคน, ทวิตเตอร์​ 12 ล้านคน ซึ่งการใช้สื่อโซเชียล​มีเดีย​ ของประชาชนดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี และมีความขัดแย้งต่อกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายด้านการจัดเก็บภาษี กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

และจะหามาตรการในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ 1.พฤติกรรมที่รุนแรงและเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรงและการยุยง บุคคลและองค์กรที่เป็นอันตราย  การส่งเสริมหรือการเผยแพร่อาชญากรรม การร่วมมือกันทำอันตราย สินค้าควบคุม 2.ความปลอดภัย อาทิ การฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเอง ภาพโป๊เปลือยของเด็ก และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้ใหญ่ การข่มเหงรังแกและการก่อกวน การละเมิดความเป็นส่วนตัวและสิทธิความเป็นส่วนตัวของรูปภาพ เรื่องล่อหลอกให้ถูกโจรกรรมทรัพย์สิน 3.เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม อาทิ คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง เนื้อหารุนแรงและโจ่งแจ้ง เนื้อหาที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ภาพโป๊เปลือยของผู้ใหญ่และกิจกรรมทางเพศ การชักชวนทางเพศ ความรุนแรงและการทำร้ายจิตใจ

Advertisement

4.การหลอกลวงและเฟคนิวส์ อาทิ สแปม การบิดเบือนความจริง ข่าวปลอม การล่อหลอก 5.การเคารพทรัพย์สินทางปัญญา 6.คำขอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา อาทิ คำขอจากผู้ใช้  มาตรการป้องกันเพิ่มเติมสำหรับผู้เยาว์ และ 7.ความสงบเรียบร้อยของสังคม อาทิ สถาบันหลักของประเทศ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการทำงานของศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ จะต้องมีการดำเนินการให้มีความรวดเร็ว ตรวจสอบให้ได้รับรู้ถึงความถูกต้องและมีวิธีการบริหารจัดการข่าวปลอมให้ได้เร็วที่สุด โดยจะมีทีมงานติดตามและคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ มีคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีแนวโน้มเป็นข่าวปลอม ทีมงานดำเนินขั้นตอนการตอบโต้ข่าวสารปลอม และเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้อง ตลอดจนคณะทำงานประสานตรวจสอบข้อมูลและจัดทำข้อมูลที่ถูกต้อง

“ด้วยความห่วงใยต่อประชาชน และประเทศไทย กระทรวงดีอีจะแจ้งให้ประชาชนระมัดระวังกับปัญหาที่เกิดจากสื่อหลอกลวงด้วยภาพหรือข้อความที่เป็นเท็จ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่หวังดีมีวัตถุประสงค์สร้างความปั่นป่วนในสังคม ต้องการสร้างกระแสในสังคม และด้วยเพราะสื่อสังคมออนไลน์ ที่การกดแชร์สามารถทำได้ง่ายจึงทำให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้น โดยที่ยังไม่ได้ทบทวนหรือพิจารณาความเป็นจริงของข้อมูลก่อน และเมื่อมีการส่งต่อกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดกระแสความเชื่อที่ผิดในสังคม กลายเป็นข่าวลวง ที่กลายเป็นผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.  กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ในเหตุการณ์เช้าวันนี้ สร้างความสับสนให้แก่พี่น้องประชาชน ดังนั้น จึงวอนพี่น้องประชาชนก่อนที่จะส่งข้อมูลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสังคม ควรเช็คให้ชัวร์ก่อนอาจจะเช็คจากเว็บไซต์สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือได้ หรือหน่วยงานอื่นๆ ก่อน