แม้จะชัดเจนแล้วว่าต้นสัปดาห์นี้ยังไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีประชุมหารือร่วมกับ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่รวบรวมจากทุกพรรค เพื่อเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้
แต่หน่วยงานเอกชนอย่างสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) โดย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน ระบุว่า เรื่องที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ควรเร่งทำเป็นอย่างแรก คือ การแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน เนื่องจากประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวลงตาม เจอปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ภาคบริการอย่างการท่องเที่ยวประสบปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และยังมีปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) จึงทำให้การหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มของประชาชนฐานรากที่มีกำลังซื้อลดลง พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ราคาสินค้าต้องคุมให้อยู่ ต้องดูว่ามีปัจจัยใดที่อาจจะเข้ามากระทบทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นหรือไม่
วิศิษฐ์ระบุว่า อีกส่วนหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ ควรจัดแคมเปญหนุนให้ประชาชนในประเทศหันมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น จะช่วยทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้น ลบล้างปัญหาด้านอื่นๆ ในประเทศลงได้
วิศิษฐ์แสดงความเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มานั่งเป็นหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจด้วยตัวเอง เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากระดับผู้นำประเทศมารู้ปัญหาเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราเคยกังวลกันว่าในหลายๆ กระทรวงหรือแม้แต่ในกระทรวงเดียวกัน มีคณะทำงานที่มาจากพรรคการเมืองคนเข้าพรรค จะเกิดปัญหาเรื่องของความเห็นไม่สอดคล้องกัน หรือนโยบายที่ไม่สอดรับกันจะลดลงไปด้วย ทำให้เมื่อมารวมตัวกันเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องมีนโยบายในการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากการทำงานจะอยู่ในกรอบเดียวกัน ไม่ขัดขากันเอง เพราะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ก็มีเรื่องที่ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกันทุกกระทรวง
วิศิษฐ์กล่าวว่า การนำภาพการบริหารงานของรัฐบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลับมาดูอีกครั้ง หรือนำมาเปรียบเทียบกันว่า ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย แล้วในขณะนี้จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่นั้น ต้องมองว่าไม่เหมือนกัน เพราะเคยพูดไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้วคือ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลในขณะนี้ก็ตาม มองว่าการเข้ามาทำงานต่อจากนี้ไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาพเศรษฐกิจในขณะนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจในช่วงขาลง ทำให้การทำงานไม่มีตัวช่วย จึงทำงานได้ยาก ส่วนตอนที่เศรษฐกิจขาขึ้น ทำอย่างไรก็มีตัวช่วย ทำอย่างไรก็ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจขาลงในขณะนี้ หากรัฐบาลสามารถทำให้ทุกฝ่ายร่วมใจกันทำงานด้วยความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติก่อนเรื่องอื่นได้ ก็จะทำให้ปัญหาที่อาจจะมองว่ามีขนาดใหญ่มากนั้นดูเล็กลงได้
วิศิษฐ์สรุปว่า ภาพการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ยังไม่เห็นการทำงานเชิงลึกของแต่ละกระทรวง แต่ว่าถ้ามองภาพรวมของการแถลงนโยบายแล้ว มองว่าเดินมาทางนี้น่าจะเป็นทางที่ดีและถูกต้องแล้ว ตอนนี้ที่ยังไม่ได้มีภาพการขัดขากันเองเกิดขึ้น ในรูปแบบของนโยบายของกระทรวงหนึ่งไปขัดกับนโยบายของอีกกระทรวงหนึ่ง จึงทำให้ภาพรวมยังดูดีอยู่
ด้าน ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศ เนื่องจาก 4-5 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกของไทยติดลบอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่ดีขึ้น ไทยต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในประเทศ
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ระบุว่า ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจฐานรากอยู่ในภาวะย่ำแย่ เนื่องจากประชาชนขาดกำลังซื้อ แม้รัฐบาลจะมีโครงการออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน แต่โดยหลักการนั้น ประชาชนควรมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐบาล การปรับเพิ่มจำนวนเงินในบัตร การให้สิทธิผู้ถือบัตรเพิ่มขึ้น หรือการเพิ่มจำนวนบัตรให้เข้าถึงประชาชนเพิ่มขึ้น จะกลายเป็นการเสพติดทำให้ประชาชนเฝ้ารอแต่การสนับสนุน ช่วยเหลือจากรัฐบาล
“บัตรคนจนช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น หลักสำคัญคือ มีกระบวนการสร้างรายได้ให้กับประชาชน หากเขายังไม่มีรายได้เพิ่ม การให้เงินสนับสนุนจะกลายเป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องจัดเก็บรายได้ หรือภาษีเพิ่มขึ้น แล้วภาษีที่เพิ่มขึ้นจะมาจากส่วนใด เพราะปัจจุบันภาษีที่ควรจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น หลบไปอยู่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นจำนวนมาก” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ระบุ
ว่าที่ ร.อ.จิตร์เห็นว่า ประเทศมหาอำนาจอย่างจีน มีจำนวนประชากรทั้งประเทศ ราว 1,400 ล้านคน ตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยหมดไปภายในปี 2563 ขณะที่ไทยมีจำนวนผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น ส่วนผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล คือหวย ที่เพิ่มจำนวนเป็น 90 ล้านฉบับต่องวด หากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ที่มีจำนวน 60 ล้านคน พบว่าไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง ก็ต้องซื้อหวยคนละ 1 ใบ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มจำนวนหวย เป็น 100 ฉบับต่องวด และยังจะมีหวยนักษัตรเพิ่มขึ้นอีก
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ระบุว่า เรื่องที่ 2 คือ เร่งการปฏิรูปการศึกษา ในอนาคตหากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามา คนจะตกงานเป็นจำนวนมาก จึงต้องคิดหาวิธีการพัฒนาทักษะ ทั้งกลุ่มแรงงานที่มีอยู่ และกลุ่มผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพ ประกอบกับปัญหากำลังแรงงานของไทยที่เริ่มลดลง
“กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่ผลงานที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ กลับมีอยู่น้อยมาก รัฐมนตรีไม่ว่ากี่รายที่เข้าไปทำงานถูกข้าราชการประจำครอบงำ จากที่ต้องการเข้าไปปฏิรูปแต่กลับเป็นผู้ถูกปฏิรูปเสียเอง ดังนั้น ต้องสร้างผลงานให้เห็น ต้องผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของประเทศ” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ระบุ

