หน้าแรก เศรษฐกิจ บริษัทญี่ปุ่น...

บริษัทญี่ปุ่นในไทย ยอมรับสภาพธุรกิจครึ่งแรกปี62แย่หนักในรอบ 4 ปี เหตุจากเทรดวอร์

6.08.19 | 17:20 น.

นายอัทสึชิ ทาเคทานิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ(เจซีซีบี) และประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ เปิดเผยผลสำรวจบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจโดยรวม และมุมมองต่อสภาพธุรกิจ จากการสำรวจบริษัทสมาชิก 1,760 รายและตอบกลับ 560 ราย ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคมถึง 7 มิถุนายน 2562 พบว่า บริษัทที่ระบุสภาพธุรกิจดีขึ้น ช่วงครึ่งปีแรก 2562  มีสัดส่วน28% ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา(มิถุนายน-ธันวาคม2561) ที่ระบุดีขึ้นถึง 43% ขณะที่สัดส่วนระบุว่าธุรกิจแย่ลงเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 36% เมื่อนำมาหักลบกันจะได้ค่าสภาพธุรกิจ(ค่าDI)ติดลบ 8 ลดลงจากครั้งก่อนค่าบวก 18

โดยในการสำรวจระบุสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ ผลกระทบจากความขัดแย้งทางกาค้าระหว่างสหรัฐกับจีน(เทรดวอร์) เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เศรษฐกิจโลกหดตัว และ เงินบาทแข็งค่า จนกระทบต่อยอดขายและการส่งออกไปทั่วโลก  ซึ่งธุรกิจที่มีค่าดีไอติดลบต่อเนื่องคืออุตสาหกรรมสิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหล็ก/โลหะ เครื่องจักรที่ใช้ในการขนส่ง ขณะที่อุตสาหกรรมการขนส่งและสื่อสารค่าดีไอบวกเพิ่มขึ้น

นายทาเคทานิ กล่าวว่า เมื่อสอบถามประมาณการณ์ถึงสภาพธุรกิจในครึ่งหลังปี 2562 เทียบครึ่งแรกปี 2562 พบว่า สัดส่วน 31% ระบุว่าคาดว่าจะดีขึ้น และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยกว่าครึ่งปีแรก ส่วน 25% ระบุว่าแย่ลง และลดลงจากครึ่งปีแรก ส่งผลให้ค่าดีไอกลับมาเป็นบวก 6 เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมระบุว่ายอดขายและส่งออกจะดีขึ้น ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกไม่รุนแรงเพิ่มขึ้น

“ ค่าดัชนีครึ่งปีแรกกลับมาเป็นลบครั้งแรกในรอบการสำรวจ 4 ปีนับจากปี 2558 ซึ่งขณะนั้นไทยมีการปฎิวัติทำให้บริษัทญี่ปุ่นกังวลต่อสถานการณ์การเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล แต่ค่าลบครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอกเรื่องสงครามการค้าและค่าเงินบาทเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับความไม่เชื่อมั่นหรือการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ แต่บริษัทญี่ปุ่นก็ยังอยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อเรื่องการลงทุนต่างๆ ส่วนการที่มุมมองต่อ 6 เดือนหลังปีนี้ ก็ยังกังวลในเรื่องผลกระทบจากเทรดวอร์อยู่ ทำให้ค่าดีไอขยับขึ้นไม่มาก เมื่อถามหากเทรดวอร์ยืดเยื้อจะเป็นอย่างไร ผู้ตอบ 57% ระบุยอดขายลดลงเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย อีก 40% ระบุยอดขายส่งออกไปสหรัฐและจีนลดลง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว”

นายทาเคทานิ กล่าวว่า ซึ่งในการสำรวจบริษัทให้มีความสำคัฐต่อปัญหาเทรดวอร์ วิตกว่าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อจะกระทบเพิ่มขึ้นต่อยอดขายและการส่งออกที่ลดลง และบางส่วนระบุว่าเตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย เช่น บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่ 17 บริษัทระบุว่ามีแผนจะลงทุนในพื้นที่อีอีซีของไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า และ 64 บริษัทระบุว่ามีความสนใจแต่ยังไม่ระบุเวลาที่แน่นอน โดย 56% ระบุว่าสนใจในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลไทยจะส่งเสริม อาทิ  ยานยนต์แห่งอนาคต การบินและโลจิสติกส์  ซึ่งบางส่วนก็มีแผนลงทุนต่อเนื่องนอกพื้นที่อีอีซีด้วย โดย 8 บริษัทระบุว่ามีแผนลงทุนใน3 ปี และ 46 บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล  ส่วนแผนยกระดับอุตสาหกรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น 66% ระบุว่าไทยยังขาดแรงงานทักษะสูง และ 46% กังวลเรื่องค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น

Advertisement