หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘มนัญญา’ จี้ ...

‘มนัญญา’ จี้ สหกรณ์รวบรวมแปรรูปสินค้าเกษตร หนุนทำผ้ารองละหมาดขาย

9.08.19 | 14:05 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างการมอบนโยบายการพัฒนาระบบสหกรณ์และการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า จากนี้ต่อไปสหกรณ์ต้องเป็นกลไกในการแปรรูป ส่งออกและเพิ่มปริมาณการใช้สินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดกำไรแบ่งปัน ระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ผู้แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ทั้งสินค้าข้าว ยางพารา อ้อย และสินค้าอื่นเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาสินค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน จะส่งเสริมให้เกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร พัฒนาเป็นพ่อค้า แม่ค้า เพื่อผลิต แปรรูป สินค้าเกษตรขายให้กับคนไทยที่นับถือมุสลิม ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย โดยกลุ่มเป้าหมายที่จะขายสินค้าในประเทศ มีประมาณ 20% ของประชากรมุสลิมในประเทศ

“ปัญหาสินค้าตกต่ำ หลายสินค้าอาทิ ข้าว ยาง อ้อย ตกต่ำ ทั้งที่สินค้าคุณภาพดี แต่มีการเปิดตัว ทำการตลาดค้าขายไม่เป็น ส่งผลให้สินค้าขายไม่ออก จากนี้ กระทรวงฯจะต้องเป็นนักการตลาด, เซลล์ขายของ และหลังจากรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯได้รับการติดต่อจากสถานทูตหลายประเทศที่เป็นมุสลิม อยากเข้าพบ จะถือโอกาสนี้ เปิดตลาดส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อมุสลิม อาทิ ผ้ารองละหมาด ซึ่งมีทั้งวัตถุดิบจากผ้า และยางพาราที่เป็นสินค้าการเกษตรที่” นางสาวมนัญญากล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นกรมฯ ได้นำเสนอถึงภารกิจและหน้าที่ในการดำเนินงาน ซึ่งต้องดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ 12,858 แห่ง สมาชิกรวม 12.117 ล้านครอบครัว ทุนดำเนินงานรวม 3.13 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวม 2.52 ล้านล้านบาท ซึ่งสัดส่วนจำนวนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 4,547 แห่ง สมาชิก 6.677 ล้านคน สหกรณ์นอกภาคการเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก 4.958 ล้านคน และกลุ่มเกษตรกร 4,761 แห่งสมาชิกกลุ่มเกษตรกร 0.481 ล้านคน

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า กรมได้มุ่งเน้นพัฒนาการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสมาชิก โดยเฉพาะสหกรณ์ในภาคการเกษตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งที่ผ่านมา มีสหกรณ์การเกษตร 1,573 แห่ง ดำเนินธุรกิจรวบรวมและรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังและผลไม้ ปริมาณไม่น้อยกว่า 5.530 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ สำหรับในปีงบประมาณ 2563 กรมฯ ได้มีการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ โดยส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรมีบทบาทในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละอำเภอจะมีประชากรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรไม่น้อยกว่า 40-50 % ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปรับบทบาทในการดำเนินงาน มุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นจะมีการพัฒนาการผลิตพืชผลการเกษตรให้ได้มาตรฐานจีเอพี พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร 10 ชนิด จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าของสหกรณ์เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป

Advertisement