นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 สิงหาคม สมาคมฯได้จัดประชุมสมาชิกนัดพิเศษ เพื่อรวบรวมปัญหาของชาวนาที่กำลังประสบ และหารือแนวทางหรือมาตรการที่จะร้องขอให้รัฐบาลออกมาช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน เพราะขณะนี้มีการร้องเรียนจากชาวนาในหลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ภาคเหนือ และภาคกลาง เจอปัญหาฝนขาดช่วงและบางพื้นที่แล้งหนัก จนกระทบต่อการเพาะปลูกข้าว ล่าสุดได้รับรายงานจากกลุ่มชาวนาในหลายจังหวัดเจอปัญหาภัยแล้งหนัก อาทิ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ ระบุเสียหายแล้ว 6.6 หมื่นไร่ นครราชสีมา เสียหาย 1.4 แสนไร่ หรือฝนขาดช่วงในจังหวัดลพบุรี อุทัยธานี เป็นต้น ขณะที่บางพื้นที่ในภาคกลางเจอฝนหนักจนต้องรีบเก็บเกี่ยวทำให้ข้าวเปลือกเจ้ามีความชื้นสูงเกินกว่า 20-25% ราคารับซื้อจึงต่ำเพียง 6,500-6,700 บาท
“จากภาวะอากาศที่แปรปรวนหนัก บางพื้นที่แล้งหนัก บางพื้นที่ฝนหนัก ก็ก่อความเสียหายที่แตกต่างกัน ซึ่งในการประชุมจะรวบรวมปัญหา และแนวทางเยียวยาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยในวันประชุมจะสามารถรู้ถึงภาพรวมความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกข้าว ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรอบใหม่ มูลค่าความเสียหาย ซึ่งจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยด่วน” นายปราโมทย์กล่าว
นายปราโมทย์กล่าวว่า ข้อเสนอเบื้องต้นของชาวนา จะเตรียมเสนอรัฐบาล 1.ออกมาตรการพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ชาวนาที่ประสบภัยธรรมชาติและภัยแล้ง ซึ่งกำลังดูว่ามีจำนวนเท่าไหร่ 2.รัฐเร่งสำรวจพื้นที่ภัยแล้งและจ่ายเงินเยียวยาทันที เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการเพาะปลูกต่อไป 3.เร่งรัดออกแนวทางประกันรายได้ตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ ตอนนี้เริ่มมีการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกพันธุ์ กข.แล้วในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่วันแม่จนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ แต่ถึงตอนนี้รัฐบาลก็ยังไม่มีการกำหนดแนวทางประกันรายได้ออกมา โดยควรประกันข้าวทุกเมล็ดไม่ใช่กำหนดเงื่อนไขจำนวนพื้นที่เพาะปลูก เช่น ปาล์มกำหนดประกันรายได้กิโลกรัมละ 4 บาท แต่ให้ไม่เกิน 25 ไร่ เนื่องจากผลผลิตพื้นที่เหลืออาจเป็นแรงกดดันราคาข้าวได้

