‘รมว.ดีอี’​ ตั้งธง 3 เดือน เขยื้อนดิจิทัลไทยตั้งแต่ฐานราก เชื่อรายได้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นชัวร์!!

11.08.19 | 20:34 น.

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงการร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการกับหน่วยงานเครือข่ายสมาคมดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญ​ด้านดิจิทัล ว่า เป็นการระดมความคิดเพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค พร้อมร่วมวางแนวทางพิชิตดิจิทัล ไทยแลนด์​ จากกลุ่มคนดิจิทัลตัวจริง ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้นำอาเซียนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นเพียงแค่ความฝัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วศักยภาพของประเทศไทย ทั้งบุคลากร ความพร้อม และทำที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่ใจกลางอาเซียนนั้น เราไม่ได้เสียเปรียบใคร เพียงแต่ที่เราไปได้ไม่ถึงไหนเนื่องจากเราไม่ได้พัฒนา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอุปสรรคสำคัญคือ ระบบราชการที่ไม่ได้สนับสนุนให้การขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราเดินช้าลงอย่างน่าเสียดาย

“ขอเวลา 3 เดือน ที่จะนำระบบดิจิทัลช่วยประชาชนในระดับฐานรากในภาคเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 30 ล้านคน โดยเลือก 1 จังหวัดนำร่องที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุด โดยทำงานผ่านทาง วิสาหกิจชุมชน นำดิจิทัลไปใช้วางแผนการเพาะปลูก พัฒนาผลผลิต วางแผนการตลาดว่า ผลผลิตจะนำไปขายใคร ช่องทางใด แต่จะไม่อนุญาตให้ภาครัฐเข้าไปทำแอพพลิเคชั่นไปแข่งกับภาคเอกชน เพราะเขาทำได้ดีกว่าเพราะเขามีความพร้อม จากนั้นจะมอนิเตอร์ทุกเดือน จนครบ 3 เดือน เชื่อว่ารายได้ภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ไม่เฉพาะภาคเกษตรกรเท่านั้น ส่วนของโลจิสติกส์ และบิ๊กดาต้า ก็จะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป เนื่องจากมีความสำคัญ เวลานี้ยังติดปัญหาที่หน่วยงานราชการหลายแห่งยังไม่ให้ความร่วมมือ และยังหวงข้อมูล โดยคิดเพียงว่า จะทำให้ภารกิจและบทบาทของตัวเองลดลง ซึ่งในความจริงแล้ว การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อการวางแผนร่วมกันนั้นมีความสำคัญมาก และผู้ที่จะได้ประโยชน์มี 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มแรก รัฐบาลที่จะวางแผนการทำงานเพื่อประโยชน์กับประเทศชาติ กลุ่มที่ 2 คือ ประชาชนจะสามารถวางแผนงบประมาณของตัวเองได้ และ กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ผลิต ที่จะสามารถวางแผนการลงทุนได้ โดยในระยะแรกจะเลือกใช้บิ๊กดาต้าในกลุ่มท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยจะเชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมาหารือร่วมกัน มาแชร์ข้อมูลกันเพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลทั้งประเทศ

Advertisement

“ส่วนตัวมีความรู้เรื่องดิจิทัลน้อยกว่าพวกท่าน เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังให้มาก เพื่อปิดปมด้อยความไม่รู้ของตัวเอง และยิ่งฟังมากก็จะยิ่งรู้มาก และสามารถนำไปวางแผนการทำงานได้ โดยยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)​ เปิดเผยว่า งานในครั้งนี้ดำเนินงานตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ถึงความต้องการในการขับเคลื่อนดิจิทัล ไทยแลนด์​ อย่างเร่งด่วน ภายใต้กรอบแนวคิด 3 ท ได้แก่ ทันสมัย เท่าทัน และ ทั่วถึง  โดยครั้งนี้ได้เชิญกลุ่มเครือข่ายด้านดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญ​รวมกว่า 40 หน่วยงาน อาทิ กลุ่มสมาคมด้านซอฟต์แวร์และไอซีที กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล คลอบคลุมเทคโนโลยีบล็อกเชน, ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ), สินทรัพย์ดิจิทัล รูปแบบคริปโทเคอร์เรนซี, กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการเข้าถึงประชาชน และสื่อใหม่ เพื่อมาร่วมระดมสมอง แบ่งปันไอเดีย พร้อมพูดคุยหารือถึงปัญหา และความท้าทายในการพัฒนาประเทศสู่ดิจิทัล​ ไทยแลนด์​ โดยได้แบ่งรูปแบบการระดมสมองออกเป็น 10 กลุ่ม ตามความเชี่ยวชาญ เพื่อยกประเด็นปัญหาหรือความท้าทายที่จะนำไปสู่การดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ของกระทรวงดีอี โดยมุ่งเน้นเชิงนโยบาย หรือ กฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขในระดับประเทศไทย เกิดเป็นแนวทางที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการให้ความรู้ และเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและทั่วถึง

นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับการนำเสนอโดยภาพรวมของกลุ่มเครือข่ายดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญ เน้นถึงประเด็นปัญหาที่มีอยู่ทั้งในด้านการให้บริการของภาครัฐที่กลายเป็นอุปสรรค ซึ่งหากภาครัฐสามารถพัฒนาแนวทางที่จะเชื่อมโยงบริการ และง่ายต่อการใช้งาน ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนี้ ด้านการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ทั้งการเพิ่มทักษะ และเสริมทักษะใหม่ รวมถึงการผสานทักษะด้านดิจิทัลเข้ากับความเชี่ยวชาญในแต่ละอาชีพ เพื่อสร้างนวัตกรรมในอาชีพของตนเอง และเปิดกว้างในด้านแรงงานดิจิทัล ทั้งนี้ ได้มีการชี้ให้เห็นว่ากำลังคนดิจิทัลของไทยนั้นมีความสามารถไปได้ไกลถึงระดับโลก แต่กลับไม่ถูกผลักดันเท่าที่ควร รวมถึงไม่ได้รับความไว้วางใจแม้แต่กับคนในประเทศเอง

“ด้านแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ในปัจจุบันอาจยังไม่ทั่วถึงพอ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างโอกาสให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ยังได้แนะนำให้ภาครัฐมีแนวทางในการให้ความรู้แก่ประชาชนในหลากหลายเรื่องสำคัญที่ปัจจุบันประชาชนยังมีความรู้ความเข้าใจไม่มากพอ อาทิ การให้ความรู้ด้านภาษา การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การให้ความรู้ด้านภาษี และการให้ความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทำฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลใหม่” นายณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า เรื่องที่ได้รับฟังนี้จะนำไปสรุปหาแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน ก่อนจับกลุ่ม เพื่อนำมาตกผลึกและกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยลงลึกถึงวิธีการที่ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3-6 เดือน ซึ่งจะจัดต่อเนื่องประมาณภายใน 2 สัปดาห์ นี้