นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพปัญหาการเมืองไทย หากเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีภาพไม่สู้ดีออกมาบ่อยครั้ง จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย แต่ไม่ได้อยากให้น้ำหนักมาก เพราะเชื่อว่าปัจจัยปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศจะสามารถหาทางแก้ไขได้ โดยมองว่า 4 เดือนที่เหลือของปีนี้น่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์)ไหลเข้ามา จากตอนนี้ที่เริ่มเห็นเกิดการขายสุทธิมากขึ้น หลังจากที่มีเหตุถล่มเข้ามาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมารวมแล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ขายไปแล้ว 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในระยะสั้นคงผันผวนตามสถานการณ์ โดยคาดว่าตั้งแต่ต้นปีถึงกลางปี 2563 ค่าเงินบาทจะอยู่ในโทนแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามา หนุนให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น เมื่อเงินแข็งค่ามากๆ ก็จะทำให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนกระทั่งมีการขาดดุลย้อนหลังเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลทำให้เกิดวิกฤติทางการเงินเกิดขึ้นได้
นายประกิต กล่าวว่า งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าออกไป น่าจะไม่กระทบจีดีพีของประเทศ เพราะคาดว่างบใหม่น่าจะได้ใช้เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งล่าช้าจากเดิมต้องเริ่มเดือนตุลาคมปีนี้ แต่เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะมีการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว รวมถึงระหว่างรอการพิจารณางบประมาณใหม่ ก็สามารถทำเรื่องของอนุญาตนำเงินในงบประมาณปี 2562 ออกมาใช้ก่อนได้ เพียงแค่ไม่เต็มงบทั้งหมดเท่านั้น ทำให้เรื่องการใช้จ่ายในส่วนหลักที่ภาครัฐต้องใช้ อาทิ การจ่ายเงินเดือนข้าราชการ หรือรายจ่ายประจำ ไม่น่าจะมีปัญหาใดเกิดขึ้น แต่มีข้อเสียในส่วนของงบลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ อาจยังไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องมีข้อผูกพันธ์เกี่ยวข้องกับรัฐบาลต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆเพิ่มขึ้นเลย เพราะรัฐวิสาหกิจก็ยังสามารถดำเนินการต่อไป เพราะรัฐวิสาหกิจมีเงินทุนอยู่แล้ว จึงมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับจีดีพีรวม แต่อาจจะกระทบกับบรรยากาศของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการลงทุนต่างๆอาทิ ก่อสร้าง แต่ภาพรวมหลายบริษัทมีงานในมืออยู่ค่อนข้างมาก จึงน่าจะไม่ได้มีผลกระทบมากนัก
“คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐจะมีออกมา น่าจะเป็นมาตรการทางภาษีที่อาจพิเศษมากขึ้น เช่น เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีจากเดิม 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ไม่น่าจะออกมาในรูปแบบการแจกเงิน เนื่องจากเงินที่จะใช้แจกไม่น่าจะมีโดยการกระตุ้นในส่วนของฐานราก น่าจะเป็นการประกันราคาสินค้าเกษตรต่างๆ นำเงินมาลงในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากปัญหาของกำลังซื้อในภาคเกษตรหลักๆมาจากสินค้าเกษตรที่ราคาไม่ดี ถึงแม้ว่าข้าวจะมีราคาดี แต่ราคามันดีขึ้น มาจากการสินค้าไม่เพียงพอในการจำหน่าย ทำให้ภาคเกษตรไม่ได้รับประโยชน์จากส่วนนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมถึงการคาดหวังว่าจะมีมาตรกระตุ้นประชาชนในประเทศนอกเหนือจากภาคเกษตรออกมาอย่างไร เพราะการใช้จ่ายในขณะนี้ค่อนข้างฝืดมาก เป็นเหตุมาจากการที่เงินหมุนเวียนในประเทศนิ่ง โดยเฉพาะการลงทุนในไตรมาส 2 หายไปเลย ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ต้องรอดูว่าในไตรมาส 3 นี้ จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่” นายประกิตกล่าว

