ข้าวอินทรีย์บรรจุถุงสุญญากาศ ได้รับความนิยมมากขึ้น ตามกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นที่น่ายินดีที่มีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่พยายามสร้างสรรค์สินค้าทำนองนี้ออกสู่ตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
ปัจจุบันจำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมีอยู่เกือบ 10,000 แห่ง รวมพื้นที่มากกว่า 2 แสนไร่ โดยมีแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ดีที่สุดในพื้นที่จังหวัดพะเยา เชียงราย บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ศรีษะเกษ ยโสธร สุรินทร์ เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม

ที่ชุมชนสายยาว อำเภอเมือง และชุมชนบ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสองตัวอย่างชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน ได้แก่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จากปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผลิตเอง และกระบวนการกำจัดศัตรูพืชแบบธรรมชาติ กับข้าวหอมมะลิภูเขาไฟที่ปลูกในดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นดินภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว 2 ลูกคือเขาพนมรุ้ง และเขาปลายบัด ซึ่งการเกษตรแบบอินทรีย์และวิถีพอเพียง ส่งผลให้ชุมชนทั้งสองเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและอยู่ได้ด้วยตนเอง
คุณดวงพร รอดพยาธิ์ (อ่านว่า รอด-พระ-ยา) เผยว่า ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีพันธุ์ข้าวหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้าวไทยมีจุดแข็งหลายด้าน มีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดโลก มีความเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ พัฒนาการในแต่ละภาคส่วนของอุตสาหกรรมข้าวไทยในปัจจบัน ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งพัฒนาข้าวคุณภาพพิเศษ การส่งเสริมข้าวจีไอ หรือข้าวที่มีลักษณะบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จะสามารถทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตข้าวตลอดกาล

ทั้งนี้ คุณดวงพร ยังย้ำให้เห็นถึงกลยุทธ์สำคัญในการส่งออกข้าวไทยของกรมการค้าต่างประเทศ ได้แก่ การเน้นผลักดันข้าวพันธุ์ข้าวไทยที่มีหลากหลาย สู่ตลาดแบบนีชมาร์เก็ต เนื่องจากเล็งเห็นว่า ข้าวอินทรีย์ผลิตในหลายชุมชนเข้มแข็งของไทยในจังหวัดต่างๆ ล้วนมีศักยภาพเต็มเปี่ยมไปในการนำเข้าสู่ตลาดสากล
“เกษตรอินทรีย์ เป็นกระแสของความต้องการของโลก แต่ปัจจุบันสินค้ายังไม่เพียงพอความต้องการ คนที่ทำการตลาดค่อนข้างจะทำยาก เนื่องจากไม่มีความแน่นใจในเรื่องของปริมาณการผลิตว่าจะสัมพันธ์กับปริมาณออร์เดอร์ที่จะเข้ามา ยังไม่ได้เป็นแมส เหมือนกับข้าวทั่วๆไป ที่สามารถตกลงและขายได้เลย และเรารู้ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่
“การดึงเอากลุ่มคนที่มีจุดขายดีๆ ออกมาให้ตลาดเห็น ซึ่งสินค้าดีๆ ที่จะนำไปสู่ตลาดที่เป็นระบบยังมองไม่เห็น ถ้าเรารู้ว่าชุมชนที่ผลิตสิ่งดีๆ อยู่ทีไหน มีปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งเราก็จะเอาข้อมูลพื้นฐานที่มีเหล่านี้เข้ามาจัดชุด เพื่อให้ตลาดรับรู้ได้ว่าของดีมีที่ไหนบ้าง แต่การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย ทั้งกระทรวงเกษตร และโครงการต่างๆที่เข้ามาทำ

ซึ่งถ้าเราได้ภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น แต่ละภาคมีผลผลิตอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร เรื่องราวของแต่ละที่แตกต่างกันอย่างไร และจะเป็นแบรนด์ดิ้งได้ไหม เพราะถ้าจะส่งออก หากไม่มีมาตราฐานจะขายยาก แต่มาตราฐานที่จะเอามาจับ ก็ไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากข้าวเหล่านี้ มีความหลากหลาย เราต้องมาคิดรูปแบบของคำว่ามาตราฐานคืออะไร”
ทั้งนี้ การร่วมมือในหลายภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะยิ่งทำให้ข้าวอินทรีย์ของไทย มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
https://www.youtube.com/watch?v=Y8a-T_XmmR8

