“PORT” เจอพิษศก.โลก กำไรครึ่งปีเหลือ 56.72 ล้าน พร้อมจ่ายหุ้นปันผลเ ขอไฟเขียวผู้ถือหุ้นเพิ่มทุนอีกย้ายเข้าเทรดใน SET

15.08.19 | 14:22 น.

นางเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT แจ้งผลประกอบการครึ่งปีแรก 2562 ว่า บริษัทมีรายได้รวมเติบโต 4.4% เป็น 776.34 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ เท่ากับ 56.72 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวม 743.34 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 61.57 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561

นางเสาวคุณ กล่าวว่า เฉพาะไตรมาส 2 นี้ บริษัทฯมีรายได้รวม 383.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% จากรายได้รวม 368.67 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากการปริมาณการให้บริการที่เพิ่มขึ้นจากหลายๆกิจกรรม แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจในการนำเข้าและส่งออกลดลง ทำให้จากการให้บริการเรือใหญ่ (Feeder) ปรับลดลง ประกอบกับลูกค้าผู้ใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีได้ย้ายกลับไปใช้คลังสินค้าของตนเอง ทำให้รายได้จากการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าลดลง โดยทั้งสองกิจกรรมมีต้นทุนคงที่สูง ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง จากกำไรสุทธิ 25.98 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน เป็นกำไรสุทธิ 20.58 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทมีมติให้จ่ายปันผลเป็นหุ้นและเงินสด จากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 0.055 บาท โดยจ่ายเป็นหุ้นปันผลอัตราการจัดสรร 10 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญปันผล เศษของหุ้นให้จ่ายเป็นเงินสดหุ้นละ 0.05 บาท และจ่ายเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.005 บาท

นางเสาวคุณ กล่าวว่า นอกจากนี้ จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติเพิ่มทุน จำนวน 29,899,720 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม จำนวน 298,999,981 บาท เป็นทุนจดทะเบียน จำนวน 328,899,701 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 59,799,440 หุ้น ซึ่งมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการจ่ายปันผลและปรับสิทธิวอร์แรนท์จากการจ่ายหุ้นปันผล และพิจารณาการขายคลังสินค้าปลอดภาษี ให้กับ บมจ.สหไทยสตีลไพพ์ ซึ่งเป็นบุคคลเกี่ยวโยงกัน โดยได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่ารายการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ด้านกระแสเงินสดที่จะนำมาใช้หมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่องให้กับกิจการ การนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในส่วนอื่นๆ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่อาจจะเกิดขึ้น และยังลดความเสี่ยงด้านการจัดหาผู้เช่า ส่งผลให้คุณสมบัติของบริษัทครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การขอย้ายเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET หากสามารถย้ายได้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และรองรับการเข้าลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

นางเสาวคุณ กล่าวว่า ขณะนี้ PORT มีแผนจะขยายธุรกิจท่าเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจรเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจของบริษัทโดยการลงทุนสร้างท่าเรือพาณิชย์แห่งที่ 3 ผ่านการลงทุนใน บริษัท บางกอก ริเวอร์ เทอร์มินอล จำกัด (BRT) คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างราว 18 เดือน ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการให้บริการท่าเรือได้อีกประมาณ 180,000 TEUs/ปี รวมกับความสามารถในการให้บริการเดิมของบริษัทฯและบริษัทย่อย เป็น 920,000 TEUs/ปี หรือเพิ่มขึ้นราว 24%และขยายศูนย์กระจายสินค้าต่อยอดธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการ โลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยลงทุนใน บริษัท บางกอก โลจิสติกส์ พาร์ค จำกัด (BLP)เพื่อพัฒนา และบริหารโครงการ โลจิสติกส์พาร์ค หรือศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในเขตพื้นที่ขอบเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ไม่เพียงเท่านี้เรายังมีการนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้ในการบริการ รับกับเทรนด์ธุรกิจยุคดิจิทัล โดยสามารถชำระค่าผ่านท่าและค่ายกตู้สินค้าผ่านระบบ QR Codeกับสหไทย เทอร์มินอล เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการที่ท่าเรือสหไทย

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบ วงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่ 1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge) รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) 2.ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง 3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม 4.ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

Advertisement