นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเารประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาส 3 ปี 2562 ร่วมกับภาคเอกชน จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) และกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าสำคัญทั้งข้าว น้ำตาล ยางพารา สมาคมอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย รวมถึงภาคเอกชนในตลาดใหญ่ อย่างสภาธุรกิจไทย-อินเดีย และสภาธุรกิจไทย-จีน ว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกในปี 2562 ไว้ที่ 3% และในปี 2563 ตั้งเป้าหมายต้องไม่ต่ำกว่า 3.5% ตามที่ได้รายงานตัวเลขไว้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจแล้ว ถึงแม้ภาคเอกชนจะมองว่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังที่เหลือของปีนี้จะติดลบ 0.9% ปรับลดลงจาก 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะติดลบ 1%
นางสาวบรรจงจิตต์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงอุปสรรคที่อาจจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออก หลักๆ เป็นเรื่องของค่าเงินบาท ที่หากค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น รวมถึงค่าเงินของประเทศคู่แข่ง อาทิ ประเทศจีน อินเดีย ก็จะทำให้สินค้าไทยดูแพงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับการส่งออกไทยได้ รวมถึงยังมีปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ที่ยังคงมีความยืดเยื้อ โดยภาคเอกชนได้เสนอให้ช่วยในเรื่องของกฎระเบียบทางการค้าที่เน้นมาตรฐานด้านอุตสาหกรรม และกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าที่ซับซ้อน โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าสินค้ายากๆ อย่างจีนและอินเดีย ซึ่งหลังจากนี้กรมฯจะมีการหารือถึงแผนส่งเสริมการส่งออก ทั้งรายสินค้าและรายตลาดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นต่อไป
นางสาวบรรจงจิตต์กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานที่เหลือของปีนี้ จะเน้นให้มีแนวทางทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อผลักดันการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ และแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่มีอยู่ โดยจะมีการปรับมาตรการส่งสริมการส่งออก อาทิ การจัดงานแสดงสินค้าปีละ 2 ครั้ง จะมีการประเมินใหม่ว่าเหมาะสมที่จะจัดถึง 2 ครั้งหรือไม่ และควรนำสินค้าประเภทใดเข้ามาจัดแสดงบ้าง เพื่อให้สินค้าทันกับยุคและสมัยมากขึ้น โดยจะเน้นไปที่การกระตุ้นตลาดหลักที่มีศักยภาพ อาทิ จีนและอินเดีย รวมถึงตามตลาดเก่ากลับมาด้วย เนื่องจากมีบางตลาดที่หายไปในระยะหลัง อีกทั้งจะมีการเน้นให้ผู้ประกอบการส่งออกไทยจับคู่ทางธุรกิจมากขึ้น อาทิ สินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ
“การที่จะทำให้ส่งออกโตได้ตามเป้าหมายที่ 3% จะต้องผลักดันการส่งออกให้ได้เฉลี่ย 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ แต่ก็ยังตั้งเป้าหมายไว้ที่เดิม เนื่องจากที่ผ่านมาถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นไม่ได้ โดยในอนาคตแผนงานหรือกลไกทางการตลาดในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ในทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการส่งออกนั้น อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้กระชับ สั้น และใช้ได้ผลอย่างรวดเร็ว”นางสาวบรรจงจิตต์กล่าว
นางสาวบรรจงจิตต์กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีสินค้าส่งออกไทยหลายประเภท ที่คาดว่าจะส่งออกได้ดี อาทิ อาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีการขยายตัวเป็นบวกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ยังมีสินค้าที่อาจจะติดลบคือ สินค้ากลุ่มที่อยู่ภายใต้ห่วงโซ่อุปทานของสงครามการค้า อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยในส่วนของยางพารา มองว่าต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้ และปริมาณการผลิต รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำการตลาดต่อไป ซึ่งจะต้องกลับมาคิดถึงการแปรรูปมากขึ้น ทั้งขั้นตอนของการแปรรูปเป็นสินค้า และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น
“มีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยที่จะดูแลในรายสินค้าส่งออกระดับต้นๆ อาทิ สินค้าเกษตร กำหนดเป็นมาตรการระยะสั้น ที่ต้องการเร่งรัดในตลาดที่คาดว่าจะสามารถส่งออกได้ดีว่า จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง และปัญหาในกระบวนการที่จะปลดล็อกหลายเรื่อง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้า เช่น ในหลายสินค้าต้องการให้เร่งรัดในการเจรจาการค้าในกรอบอาเซ็ปให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ รวมถึงตลาดใหม่ๆ อาทิ อินเดีย ที่เริ่มมองเห็นว่าหลายสินค้าน่าจะไปได้ดี โดยในระยะสั้นจะเน้น 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและวัสดุการก่อสร้าง และสินค้ากลุ่มบริการ โดยเน้นธุรกิจโรงแรมและเกี่ยวเนื่องกับโรงแรม”นางสาวบรรจงจิตต์กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


