หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยแดงเถื...

หุ้นไทยแดงเถือก ปิดตลาดลบ 23.95 จุด หลังเจอสงครามการค้าพ่นพิษอีกรอบ

26.08.19 | 17:41 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,646.68 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,611.77 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,622.73 จุด ปรับลดลง 23.95 จุด หรือ 1.45% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,624.77 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,609.40 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 64,691.57 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,348.56 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 318.90 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 1,527.20 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 2,556.86 ล้านบาท

โดยนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับฐานลงแรง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ที่จีนออกมาตอบโตสหรัฐด้วยการประกาศจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มในวงเงิน 7.5 หมื่นล้านเหรียญ อัตรา 5-10% แบ่งเป็น 2 ช่วงเริ่มต้นในวันที่ 1 กันยายนนี้และอีกรอบวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ทำให้ ประธานาธิบดีสหรัฐออกมาประกาศการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 5% จากเดิม 25% จะขยับขึ้นเป็น 30% ในวงเงิน 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จึงสร้างความกังวลให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐเอง ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 623.34 จุด หรือ 2.37% ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 สิงหาคม)

นายภราดร กล่าวว่า สงครามการค้าทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลดลง 30 กว่าจุดในช่วงเช้า ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาในช่วงบ่ายแต่ก็ยังปิดตลาดในแดนลบ โดยสาเหตุที่ฟื้นตัวขึ้นมาได้มาจากการที่ประธานาธิปดีสั่งรัฐออกมาเปิดเผยว่า จีนต้องการเจรจากับสหรัฐ แต่ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร โดยในวันนี้พบว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกันปรับตัวลดลงทั้งหมด อาทิ ญี่ปุ่น ลดลง 2.17% ฮ่องกง ลดลง 1.91% ซึ่งตลาดหุ้นปรับฐานลงมาแรงโดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ได้แก่ ปตทสผ. ลดลง  5.3% ปตท. ลดลง 3.5% หุ้นกลุ่มปิโตเคมี ได้แก่ ไอวีแอล ลดลง 11.59% พีทีทีจีซี ลดลง 2.37%

“สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นอยู่ในลักษณะผันผวน จึงควรหันมาเลือกลงทุนในหุ้นที่น่าจะได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเมื่อมีประเด็นแบบนี้เกิดขึ้นหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์ เพราะคาดหวังว่าจีนน่าจะย้ายฐานการลงทุนมาในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา จะมีการหันมาเน้นกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี ) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ถือว่าเป็นแรงหนุนจาก 2 ทาง รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ไม่ผันผวนตามภาวะตลาด โดยให้กรอบเคลื่อนไหวไว้ที่ระดับ 1,600-1,640 จุด”นายภราดรกล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน