หน้าแรก เศรษฐกิจ “อุตตม” มองกา...

“อุตตม” มองการณ์ไกลจัดงบยาวถึงปี’64 ตุนมาตรการตั้งรับศก.ทรุด

27.08.19 | 00:14 น.

ที่สโมสรทหารบก สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้จัดงานดินเนอร์ทอล์กภายใต้หัวข้อ”ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่”

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินงานภายใต้รัฐบาลผสม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดปัญหาขึ้นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีคำถามส่งผ่านมาโดยตลอดว่าจะสามารถขับเคลื่อนงานต่อไปได้หรือไม่ แล้วจะเดินหน้าในทิศทางใดต่อไป ซึ่งสะท้อนอะไรว่านักลงทุนต่างชาติอยากได้ความชัดเจนว่าในแนวทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ที่เป็นรัฐบาลผสมนี้ว่า จะสามารถทำตามยุทธศาสตร์ที่ได้ประกาศออกมาหรือไม่ โดยเบื้องต้นได้ยืนยันอยู่ตลอดว่า สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน เนื่องจากถึงแม้เป็นรัฐบาลผสมแต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยในขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทำให้เกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจทั่วโลก โดยจะเห็นว่าตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณให้เห็นถึงความท้าทายในระบบเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง ทำให้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญหน้ากับปัญหาดังกล่าวต่ออีกสักระยะ โจทย์ใหญ่คือ ไม่ว่าระยะสั้นจะเป็นอย่างไร ระยะยาวจะต้องขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบแล้วในส่วนของภาคการส่งออกที่ติดลบ

“ในระยะสั้นจะต้องมีมาตรการออกมาดูแล ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็วและตรงเป้าหมาย รวมถึงต้องทำอย่างโปร่งใส โดยเป็นมาตรการที่ใช้เป็นการชั่วคราว อาทิ การดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการ มาตรการดูแลเกษตรกร และมาตรการภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยในระยะสั้นเพียง 2-3 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยหมุนเวียนในประเทศต่อไป รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) ให้มีกำลังซื้อและสามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่หากมีความเข้มแข็งก็จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจในภาพรวม โดยจะประคองด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นตรงจุด รวดเร็ว ทันการณ์ โปร่งใส และใชะในระยะสั้นๆ เท่านั้น เพื่อไม่ให้หากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นในปี 2563 ประเทศไทยจะไม่สามารถฟื้นตัวตามต่างประเทศได้ทัน โดยเมื่อประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลก็จะเตรียมจัดสรรงบประมาณในปี 2564 เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางในการเดินหน้าประเทศและทำข้อตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้า รวมถึงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่กำหนดไว้”นายอุตตมกล่าว

นายอุตตม กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะนี้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านมาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศสามารถหมุนเวียนต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดในการพึ่งพิงการส่งออกอยู่มาก ขณะที่ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยยังเป็นบวก เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในเรื่องของความแข็งแกร่งด้านการเงินและการคลังค่อนข้างสูง โดยพิจารณาจากการที่บริษัทจัดอันดับไม่ว่าจะเป็น “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” หรือ “บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด” ปรับการจัดอันดับเรทติ้งของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ “เสถียรภาพ” เป็น “บวก” แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนเช่นนี้ โดยเหตุผลหลักที่ทำให้ต่างชาติยังมีมุมมองเป็นบวก ได้แก่ 1.วินัยการเงินการคลังของไทยยังมีความยืดหยุ่น หรือมีช่องว่างของนโยบาย ที่จะสามารถจัดการกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ และ 2.ต่างชาติยังเชื่อว่าไทยมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า รวมถึงเชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ได้

นายอุตตม กล่าวว่า สำหรับการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 และ 2564 ขณะนี้ได้ร่วมกับสำนักงบประมาณในการจัดสรรงบทั้งในปี 2563 และปีถัดไป ให้เหมาะสมเพราะว่างบประมาณมีจำกัด โดยในระยะสั้นจะบริหารจัดการงบประมาณเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงขณะนั้น ส่วนในระยะยาวจะจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศ อาทิ ภาคการส่งออกก็จะไม่ส่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเท่านั้น แต่จะส่งออกเป็นสินค้าปลายน้ำแทน รวมถึงต้องมีการจัดสรรงบประมาณลงสู่สังคมมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ภาครัฐอาจจะต้องลงทุนนำก่อนค่อนข้างมาก เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนสนใจในการลงทุนมากขึ้น โดยการลงทุนในสังคมจะจัดการงบให้เพียงพอ ควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะมีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดูแลประชาชนในประเทศให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยยืนยันว่าคลังยังมีช่องว่างเหลือที่จะสามารถออกมาตรการกาะตุ้นได้เพิ่มเติมหากเกิดภาวะที่เศรษฐกิจมีปัญหาขึ้น

Advertisement

นายอุตตม กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน มีจำนวน 14.6 ล้านคน ที่ได้รับเงินเพิ่มจากรัฐบาลและสามารถกดเป็นเงินสดได้ โดยมีบางส่วนนำเงินที่ได้จากบัตรคนจนไปซื้อสุรา ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานแล้วว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามว่าการใช้เงินจากบัตรคนจนเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักหรือไม่ โดยให้ทำความเข้าใจกับผู้ถือบัตรถึงวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ซึ่งเชื่อว่าหากมีการตักเตือนเกิดขึ้น ผู้ถือบัตรได้เงินไปซื้อสุราจะไม่เกิดการฉุกคิดขึ้น ซึ่งจะไม่มีการยึดบัตรสวัสดิการคืนแต่อย่างใด โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลของมาตรการแจกเงินให้ผู้ถือบัตรคนจนเพิ่ม ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะให้คำตอบว่ามาตรการได้ผลดีหรือไม่ โดยผู้ถือบัตรดังกล่าวก็ทยอยออกมากดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้รับรายงานจากธนาคารกรุงไทยว่า มีปัญหากดเงินไม่ได้ในช่วงแรกเท่านั้น แต่ขณะนี้เป็นปกติแล้ว รวมถึงยังมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้นำเงินไปเติมเงินในตู้เอทีเอ็มอีกเท่าตัว และจะมีการเติมเงินตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน