นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จะมีการใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม 5 เครื่องได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือเอส-เคิร์พ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศมากขึ้น ต่อยอดนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่เน้นสร้างคุณค่าด้วยปัญญา ปรับเปลี่ยน นวัตกรรมการผลิต เพิ่มมูลค่า ยกระดับศักยภาพการผลิต ควบคู่ก้บการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องประสานความร่วมมือภาคเอกชน สถาบันการศึกษา โดยมีบางส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีค่ายผู้ผลิตรถยนต์ได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 53,000 ล้านบาท หรืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งต่อไปจะให้ความสำคัญกับการลงทุนจากประเทศพันธมิตรโดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นมากขึ้น
นายสุริยะ กล่าวว่า ต่อไปจะเป็นการยกระดับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นในการพัฒนาอย่างรอบด้าน การสร้างต้นแบบเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เอสเอ็มอีมีผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับตลาด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการเข้าสู่ยุควิถีไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจฐานราก ด้วยแนวทางเกษตรอุตสาหกรรมในวงเงินกว่า 400 ล้านบาท เพื่อการยกระดับสู่การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปต่างๆ รวมทั้งเตรียมยกระดับชุมชนให้เป็นชุมชนเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเสริมเครื่องทุ่นแรงในการแปรรูปที่ไม่ยากเกินไป และพัฒนาสินค้าให้มีความคิดสร้างสรรค์พร้อมมีนวัตกรรมใหม่เข้ามามากขึ้น นอกจากยังมีเรื่องเงินทุนที่ออกแพคเกจช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก ให้เข้าถึงเงินทุนได้ง่าย โดยให้พิจารณาจากความเป็นไปได้ โดยไม่ต้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะมีการจัดสรรกองทุนไว้ 10,000 ล้านบาท โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยผู้ประกอบการกู้ได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% อายุ 7 ปี โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างกว่า 6,400 ราย คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจถึง 1,050 ล้านบาท
“นอกจากนี้จะผลักดันอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ ยึดโยงการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาค ขับเคลื่อนอีอีซี และเขตเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจะเน้นสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคด้วยรูปแบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการเกษตร อีกทั้งยังจะส่งเสริมให้มีการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพื่อให้เป็นกลไกเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในรูปแบบใหม่ โดยจะแก้ไขข้อติดขัดของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และส่งเสริมการนำวัตถุดิบหมุนเวียนของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการปฏิรูปกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะเร่งนำระบบดิจิตอลมาใช้ในภาคการบริการและปฏิบัติงานของกระทรวงอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งการยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ การตรวจสถานประกอบการ การชำระค่าบริการออนไลน์ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลและโครงข่ายการให้บริการในด้านต่างๆ ของกระทรวงฯ โดยใช้ดิจิทัล ซึ่งการปฏิรูปนี้จะเกิดขึ้นทั่วประเทศภายในปีนี้”นายสุริยะกล่าว
นายสุริยะ กล่าวว่า สำหรับเรื่องมาตรฐานสินค้า หรือ มอก. ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ใช้ในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมระบบราง อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน ท่าเรือ โดยจะมีการพิจารณาว่า สินค้าประเภทใดของไทยที่ต้องการทำมาตรฐาน ให้เป็นที่ยอมรับของสากล เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ให้ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย เนื่องจากที่ผ่านมามีเอกชนหลายรายกังวลว่า กลุ่มผู้ชนะการประมูลโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือีอีซี มีบริษัทต่างชาติร่วมทุนอยู่หลายโครงการ จึงเกรงว่าจะนำเข้าอุปกรณ์เข้ามาใช้ในโครงการ โดยจะเน้นไปอุปกรณ์หรือสินค้าที่ผู้ประกอบการมีความพร้อมในการผลิต และต้องการให้ภาครัฐออกมาตรฐานสินค้าให้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสากล และต่อไปจะไปหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในเรื่องข้อกำหนดการส่งเสริมใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (โลคอล คอนเทน) เพื่อสนับสนุนการใช้สินค้าไทย โดยต้องไม่ขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และต้องเร่งสร้างคุณค่ามาตรฐานทักษะแรงงาน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงพัฒนาฝีมือให้เป็นระบบและส่งเสริมมาตรฐานอาหารแปรรูป สินค้าที่แปรรูปจากการเกษตร พร้อมทั้งเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เช่น ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ด้วย
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


