พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า องค์กรโทรคมนาคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (เอพีที) ที่มีสมาชิก 38 ประเทศ ได้จัดประชุมเตรียมการประชุมใหญ่ระดับโลกว่าด้วยวิทยุคมนาคม ปี 2019 หรือเอพีจี 19-5 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อเสนอร่วมต่อการประชุมใหญ่ระดับโลกว่าด้วยวิทยุคมนาคม (เวิลด์ เรดิโอ คอมมูนิเคชั่น คอนเฟอเรนซ์) หรือดับเบิลยูอาร์ซี ที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 เพื่อกำหนดคลื่นความถี่ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในกิจการต่างๆ ในอนาคต อาทิ คลื่นความถี่สำหรับกิจการการเคลื่อนที่สากล (ไอเอ็มที) และกิจการดาวเทียม เป็นต้น รวมทั้งปรับปรุงข้อบังคับสำหรับการใช้คลื่นความถี่และหลักเกณฑ์การใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียมที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม โดยประเทศไทยได้มีท่าทีและข้อเสนอที่เกี่ยวกับการใช้งานคลื่นความถี่ในกิจการต่างๆ จำนวน 35 เรื่อง
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ประเด็นที่มีการหารือกันอย่างกว้างขวาง คือ การกำหนดคลื่นความถี่สำหรับกิจการเคลื่อนที่สากล (ไอเอ็มที) ที่จะนำมาใช้ในเทคโนโลยี 5G หรือ 6G ในอนาคตโดยมีการเสนอถึง 12 ย่านความถี่ (แบนด์) ล้วนเป็นย่านความถี่ที่สูงกว่า 24 กิกะเฮิรตซ์ ทั้งสิ้น โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันใน 3 ย่านความถี่ซึ่งสอดคล้องตามที่ประเทศไทยเสนอ ได้แก่ ย่านความถี่ 24.25-27.5 กิกะเฮิรตซ์, 37-43.5 กิกะเฮิรตซ์ และ 66-71 กิกะเฮิรตซ์ สำหรับย่านความถี่ที่เหลือยังไม่ได้ข้อสรุปหรือยังคงให้ใช้งานในกิจการเดิม เช่น 31.8-33.4 กิกะเฮิรตซ์ หรือ 45.5-47 กิกะเฮิรตซ์ เป็นต้น
การประชุมครั้งนี้วงการดาวเทียมมีการรวมตัวกันมากขึ้นและได้เสนอคลื่นความถีย่าน 17.7-19.7 กิกะเฮิรตซ์ (อวกาศสู่โลก) และย่าน 27.5-29.5 กิกะเฮิรตซ์ (โลกสู่อวกาศ) สำหรับสถานีภาคพื้นโลกที่เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบนเครื่องบินเรือรถไฟหรือยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้โดยในอนาคตหากโครงการดาวเทียมสเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ หรือโครงการดาวเทียมวันเว็บ เกิดขึ้นก็สามารถให้บริการได้ทั่วโลกซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันสำหรับเงื่อนไขการใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเฉพาะบนเรือส่วนการใช้งานบนเครื่องบินและบนพื้นดินยังไม่ได้ข้อสรุป
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการพิจารณาคลื่นความถี่สำหรับระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตในระดับสูง ซึ่งใช้บอลลูนหรือโดรนมาให้บริการอินเตอร์เน็ตในอนาคตโดยเฉพาะกูเกิล และเฟซบุ๊ก ได้แสดงความสนใจที่จะให้บริการในเร็ว ๆ นี้ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ในย่าน 47.2-47.5/47.9-48.2 กิกะเฮิรตซ์ ทั่วโลกและย่าน 27.9-28.2 กิกะเฮิรตซ์ และ 31-31.3 กิกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทย รวมทั้งที่ประชุมยังมีการพิจารณาการใช้ย่านคลื่นความถี่ให้เหมือนกันสากล สำหรับระบบขนส่งอัจฉริยะ และระบบขนส่งทางราง ภายใต้คลื่นความถี่กิจการเคลื่อนที่ เช่น 335.4-480 เมกะเฮิรตซ์, 873-915 เมกะเฮิรตซ์ และ 918-960 เมกะเฮิรตซ์ เป็นต้น
“การประชุมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคลื่นความถี่และสิทธิวงโคจรดาวเทียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดที่ทุกประเทศต่างระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องและให้ได้มา ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างแท้จริง” พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว

