มติชน สมาร์ทบิซ วันที่ 8 มิ.ย.2559
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
สำหรับอัตราภาษีนั้น กำหนดเพดานสำหรับที่ดิน 4 ประเภท คือ 1. เกษตรกรรม เพดานจัดเก็บ 0.2% 2. บ้านพักอาศัย เพดาน 0.5% 3. พาณิชยกรรมเพดาน 2%และ4. ที่รกร้างว่างเปล่า เพดาน 5% โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี คือ 1. เกษตรกรรม ตั้งแต่ 0-0.1% โดยยกเว้นสำหรับที่ดินเกษตรมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท
ที่ดินมูลค่ามากกว่า 50-100 ล้านบาท เก็บ 0.05%
สูงกว่า 100 ล้านบาท เก็บ 0.1% โดยมีที่ดินเกษตรที่จะถูกเก็บภาษีเพียง 0.11% เท่านั้น
2. ที่พักอาศัย มี 2 ส่วนคือ ในส่วนที่พักอาศัยหลักหรือในส่วนบ้านหลังแรกนั้นเก็บในส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาท มากกว่า 50-100 ล้านบาท เก็บ 0.05% มากกว่า 100 ล้านบาทเก็บ 0.10%
สำหรับอัตราที่พักอาศัยหลังอื่น
สูงกว่า 5 ล้านบาทเก็บ 0.03%
สูงกว่า 10-20 ล้านบาท เก็บ 0.10%
สูงกว่า 50-100 ล้านบาทเก็บ 0.25%
และสูงกว่า 100 ล้านบาทเก็บ 0.30%
เท่าที่ประเมินพบว่าบ้านราคาสูงกว่า 50 ล้านบาท นั้นอยู่ประมาณ 8,556 หลังทั่วประเทศมีสัดส่วนเพียง 0.04% ของบ้านทั้งหมด
3.พาณิชยกรรม มีการจัดเก็บ 6 ระดับ อาทิ
สูงกว่า 20 ล้านบาท เก็บ 0.3%
สูงกว่า 50-100 ล้านบาทเก็บ 0.5%
สูงกว่า 1-3 พันล้านบาท เก็บ 1.2%
สูงกว่า 3 พันล้านบาทเก็บ 1.5%
4.ที่รกร้างว่างเปล่า
ในปีที่ 1-3 เก็บ 1%
ปีที่ 4-6 เก็บ 2%
ปีที่ 7 ขึ้นไปเก็บ 3%
โดยผ่อนปรนมรดกเสียภาษีเพียง 50% ส่วนที่ดินส่วนกลางของบ้านจัดสรรคอนโด ยกเว้นภาษี สำหรับที่ดินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เสียเพียง 0.05% เป็นเวลา 3 ปี
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นแค่ร่างกฎหมาย อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2560 จะสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น 64,250 ล้านบาท จากขณะนี้ภาษีที่เก็บจากที่ดินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากพาณิชยกรรมประมาณ 60,240 ล้านบาท จากบ้านพักอาศัย 4 พันล้านบาท และจากเกษตรกรรมเพียง 50 ล้านบาท

