สรท.เผยส่งออก7เดือนติดลบ1.9%พิษสงครามการค้า-บาทแข็งยังฉุด คาดทั้งปีติดลบ1% (มีคลิป)

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. ประเมินว่าการส่งออกปี 2562 จะติดลบประมาณ 1% มูลค่าราว 2.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่าเฉลี่ย 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาที่ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าขณะนี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ  30.62-30.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าการส่งอออกล่าสุดเดือนกรกฎาคมกลับมาขยายตัวหลังจากติดลบก่อนหน้านี้ที่ 4.28% จากผลของการส่งออกทองคำ มูลค่ารวม 2.10 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาพรวมการส่งออกช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกรฎาคม) 2562 ยังติดลบ 1.9% หรือมูลค่ารวม 1.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท เดือนกรกฎาคมติดลบ 0.7% มูลค่า 6.54 แสนล้านบาท ทำให้มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทช่วง 7 เดือนแรก 2562  ยังติดลบ 2.4% มูลค่ารวม 4.53 ล้านล้านบาท

“กระทรวงพาณิชย์ยังผลักดันการส่งออกและคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ที่ 3% แต่ในส่วนเอกชนมองว่าภายใต้สภาวะการค้าที่ชะลอตัวจากสงครามการค้า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องอาจจะเห็นการส่งออกติดลบ 1% หรืออย่างดีอาจจะจะทรงตัวเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมาหรือขยายตัว 0% อย่างไรก็ตาม จะมีการติดตาม สถานการณ์ส่งอกในช่วงที่เหลือของปีและจะมีการปรับประมารการณ์ในช่วงเดือนกันยายน หรือสิ้นไตรมาสที่ 3” นางสาวกัณญภัค กล่าว

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า สรท. มีข้อเสนอแนะขอให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบุกตลาดอินเดียซึ่งเป็นตลาดเดียวที่ไม่ติดลบและมีโอกาสมาก เพราะสัดส่วนการส่งออกของไทยยังน้อยมีโอกาสเติบโตเพิ่ม และความต้องการสินค้าในตลาดอินเดียงยังมีเต่อเนื่องจากจำนวนประชากรกว่า 1,300 ล้านคน เช่น ยางพาราและไม้ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า สเปรย์และเคมีซ่อมแซม ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการค่อนข้างสูงและไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน รวมถึงใช้ประโยชน์จากการตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย เอฟทีเออาเวียน-อินเดีย การเจรจาลดภาษีสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดการกีดกันทางการค้าโดยไม่ใช่ภาษี ทั้งนี้ พิจารณาตลาดที่มีโอกาสการเติบโตสูงและตลาดรอง เช่น กลุ่มแผงวงจรไฟฟ้า ที่มีการเติบโตสูงในตลาด กรีซ ออสเตรีย ยูเครน ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และขอให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ใช้รูปแบบการหารือระหว่างรัฐและเอกชนรายสินค้าร่วมกับทูตพาณิชย์แต่ละประเทศ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกและช่องทางที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการทำได้โดยเร็ว รวมทั้งขอให้สนับสนุนช่องการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซแฟลตฟอร์ม หรือเนชั่นแนล ดิจิทัล เทรด แพลตฟอร์ม ที่เอกชนร่วมผลักดัน ให้มากขึ้นเป็นช่องทางขยายการค้าได้ในช่วงที่สงครามการค้ายังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการส่งออกได้

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สรท. กล่าวว่า ขณะนี้การส่งออกไทยขยายตัวในเดือนกุมภาพันธ์จากการส่งออกอาวุธกลับไปยังสหรัฐ และเดือนกรกฎาคมจากการส่งออกทองคำ สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปีอาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ต้องติดตามการส่งออกในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม นี้ว่าจะขยายตัวมากน้อยเพียงใด เพราะเป็นช่วงที่ผู้นำเข้าจะมีคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) เข้ามา เตรียมสำหรับรองรับความต้องการในช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่ แต่การแข่งขันกับคู่ค้าและคู่แข่งก็เพิ่มสูงขึ้นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าทั้งคู่ค้าคู่แข่งซึ่งจะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นแม้ไม่ได้ขยับราคาขึ้น ผู้ประกอบการบางส่วนต้องยอมรับภาระจากขายขาดทุนเพื่อรักษาตลาดส่งออกหลักเอาไว้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้AIS คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดโอลิมปิกเกมส์ 2020 บนโมบายอินเตอร์เน็ตในเมืองไทย
บทความถัดไปหมอวรงค์ ชี้พวก ‘ชังชาติ’ ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจ ถูกโต้ทันควันเหตุ รธน. ทำรวยกระจุก จนกระจายต่างหาก