เฉลียงไอเดีย : วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ จับ Passion ใส่ธุรกิจ บูมเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียน…ขอฝันใหญ่ ผุดโปรเจ็กต์ป๋าดันดีไซเนอร์ไทยดังระดับโลก

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์

หากนึกถึงสินค้าเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแบรนด์ “อิเกีย” แต่ความจริงยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ทำตลาดอยู่ในเมืองไทย โดยหนึ่งที่นำเข้ามาจำหน่าย “อ๋อง” วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ส รีพับลิค จำกัด (Norse Republic) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าตลาดเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียนในเมืองไทย เพราะมีแบรนด์ดังอยู่ในมือหลากหลาย และเป็นคนเปิดตลาดเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียนให้คนไทยได้รู้จัก!

คุณอ๋องรับตรงๆ ว่าธุรกิจนี้มาจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ จากที่ตั้งใจเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จนเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ สาขาอุตสาหการ เพราะอยากมาช่วยงานทางบ้านที่ทำธุรกิจอุตสาหกรรมไม้แปรรูป สุดท้ายหันเหทำธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์แทน

“ผมช่วยงานคุณพ่ออยู่ 2 ปี รู้ตัวว่าไม่ชอบ ไม่ใช่ทางเพราะช่วงที่ทำงานกับพ่อ สิ่งที่ชอบคืองานออกแบบ     นั่งออกแบบเว็บไซต์ แคตตาล็อก โบรชัวร์ ได้แบบลืมเวลา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนกราฟิกดีไซน์มาก่อน จึงคิดได้ว่านี่แหละทางของเรา กลับไปเรียนใหม่เลย เลือกเรียน Product design (Istituto Europeo di Design)          ที่มิลาน ประเทศอิตาลี ระดับปริญญาตรี”

เป็นปริญญาใบที่สอง ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 กับผลงานธีซิสสร้างชื่อ โคมไฟคริสตัลสวาคอฟสกี้ที่ใช้หลักวิศวะมาร่วมในการออก ได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในงานดีไซน์ วีกที่มิลาน จนเตะตาแบรนด์หนึ่งขอซื้อผลงานไปต่อยอดผลิตขาย ซึ่งคุณอ๋องบอกว่าถือเป็นข้อดีที่เรียนวิศวกรรมมาก่อน “ไม่เคยคิดว่าการเลือกเรียนวิศวะมาก่อนเป็นการเรียนผิด เพราะทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีการปฏิบัติงาน”

หลังเรียนจบกลับมาเมืองไทย คุณอ๋องบอกว่าคันมืออยากทำแบรนด์ของตัวเอง ลงทุนซื้อเครื่องจักร แต่พอลงมือทำจริงพบว่ามันมีอะไรที่มากกว่าการออกแบบ มี process (กระบวนการ) ซึ่งเป็นส่วนที่ยากมาก ต้องหาช่างฝีมือในแบบที่ต้องการ วัสดุคุณภาพที่อยากได้ ณ ตอนนั้นสภาพเมืองไทยไม่เอื้ออำนวย จึงเปลี่ยนเป็นนำเข้ามาทำตลาดในไทยแทน “ได้ตระเวนดูโรงงาน ดูวิธีการผลิต การเลือก material (วัสดุ) การออกแบบของแต่ละดีไซน์ ก่อนจะเลือกนำเข้าแบรนด์นั้นๆ ทำให้รู้ว่าเก้าอี้ตัวหนึ่ง ไม่ใช่แค่ออกแบบเพื่อผลิตจบใน 2 เดือน บางตัวใช้เวลา 4-5 ปี บางตัวนานถึง 7 ปีก็มี เพราะเป็นงานละเอียดอ่อน เป็นสินค้าทำมือที่ต้องใช้เวลา ถือเป็นงาน craft ที่เครื่องจักรทำไม่ได้” คุณอ๋องย้ำว่าทุกแบรนด์ที่นำมาทำตลาด เลือกจากสิ่งที่ชอบ จาก passion (ความหลงใหล) สะท้อนความเป็นตัวเองทั้งหมด เพราะเชื่อว่าตลาดของกลุ่มวัยเดียวกัน
วัย 30 กลางๆ จะชื่นชอบเหมือนกัน ส่วนการทำแบรนด์ของตัวเอง ยังมี plan อยู่ แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้

ถามว่าทำไมต้องเป็นแนวสแกนดิเนเวียน ได้คำตอบว่ารู้สึกเตะตามาก จากงานมิลาน ดีไซน์ วีก เป็นสินค้าที่เรียบง่าย เน้นความประณีตในการตัดเย็บ ใช้ได้จริง และเป็นสินค้า timeless อยู่ได้นาน

 

 

 

 

 

เมื่อตัดสินใจเปิดตลาด ซึ่ง ณ ขณะนั้น ยังไม่มีใครโฟกัสอย่างจริงจังเพราะคิดว่าขายได้ยาก ไม่ใช่แนวที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบ จึงลองนำเข้าแบรนด์ HAY (เฮย์) ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ มีนักศึกษาจบใหม่ด้านอินทีเรียคนหนึ่งมาบอกว่าเคยเห็นและชอบมานานแล้ว แต่ไม่มีสินค้าขายในไทย จึงมั่นใจว่าไปได้ เป็นคนไทยอีกเจเนอเรชั่นที่ชอบแนวนี้

ซึ่งเป็นจริงตามว่า ลูกค้าล้วนเป็นคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 45 ปีลงมา ที่เด็กสุดอายุเพียง 28 ปี เป็นคู่แต่งงานใหม่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน

แบรนด์ต่อมาที่นำเข้า คือ Fritz Hansen (ฟริตซ์ ฮานเซ่น) เป็นแบรนด์ luxury ตัวท็อปของเดนมาร์ก เป็นแบรนด์เก่าแก่กว่า 150-160 ปี คนเรียนสายดีไซน์จะรู้จักเพราะอยู่ในหนังสือประวัติแห่งการดีไซน์ “History of design” เคยมีคนสั่งนำเข้ามาขายเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ไม่มีใครสนใจ ส่วนหนึ่งอาจเพราะราคา จึงคิดว่าจะโปรโมตยังไงให้เป็นที่รู้จัก คิดถึงเรื่องโชว์รูม โลเกชั่น ต้อง touch (โดน) คนไทย จึงคิดถึงบ้านเก่า คิดคอนเซ็ปต์ว่าอยากให้คนเข้ามาเห็นว่าในความเป็น simple (เรียบง่าย) เมื่อมาอยู่รวมกันในบริบทบ้าน ก็ดู luxury ได้

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ GUBI (กูบี้) ตั้งใจทำโชว์รูมในแบบอพาร์ตเมนต์ เป็นการเน้นประสบการณ์ให้กับลูกค้าหา inspire (แรงบันดาลใจ) รวมถึงการจัด small party การจัด grand opening เพื่อสร้างการรับรู้ในสินค้า ส่วนการร่วมงานแฟร์ คุณอ๋องนึกถึงเช่นกัน แต่มีข้อจำกัดที่ต้องจัดโซนแยกต่างหากเพื่อทำให้สินค้าเด่นขึ้นมา ซึ่งทำไม่ได้ จึงมีแนวคิดชวนดีลเลอร์ที่ขายเฟอร์นิเจอร์แนวเดียวกันมารวมตัวกันจัดแสดงสินค้า european import คาดหวังว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้

เก้าอี้ที่ดูเรียบง่าย ราคากลมๆ ตัวละ 400,000 บาท เพราะเป็นเก้าอี้ที่ทำเหมือนต้นแบบที่มีอายุเก่าแก่มาก     ทำจากต้นไม้เชอรี่ทั้งต้น

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำคือ ไม่มุ่ง retail อย่างเดียว เพราะการตัดสินใจซื้อต้องใช้เวลา ต้องดูนานว่าจะเข้ากับบ้านหรือไม่ จึงเน้นทำตลาด contact กับร้านกาแฟ ร้านอาหาร ออฟฟิศ โรงแรม เพื่อทำให้เห็นความต่างเมื่อใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ต่างออกไป จะทำให้ลุคของสถานที่นั้นๆ ดูดีดูแพงขึ้นมาได้ ยิ่งลูกค้าได้สัมผัส ลองนั่งจะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ก่อนจบบทสนทนา ถามว่ายังมีอะไรที่อยากทำ คุณอ๋องบอกว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแล้ว ขนาดคนจีนที่เคยเป็นประเทศเจ้าพ่อก๊อบปี้ยังเลิก คนจีนรุ่นใหม่หันมาใช้ของแท้ เพราะเข้าใจเรื่อง original design อยากเห็นเมืองไทยนำงานดีไซน์เข้ามา ไม่ใช่เรื่องยอดขาย แต่ทำให้คนมีความรู้ว่าอะไรเป็นข้อแตกต่าง สินค้าที่ผ่านการคิดการพัฒนามาอย่างยาวนาน กับสินค้าอีกแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันอยากนำงานดีไซน์ของคนไทยส่งออกไปบ้าง “เราต้องเติบโตไปต่างประเทศ แบบ World Wide ซึ่งผมฝันใหญ่ อยากให้ชื่อ Thai Desinger ออกสู่ตลาดโลก แต่ฝันนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังผลักดันอยู่”

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไซเบอร์ทีน…หัวเว่ย เมท 30 มากับแอนดรอยด์ แต่ไม่ใช่กูเกิลทั้งหมด
บทความถัดไปแฉดราม่าความสัมพันธ์ ‘นุศรา VS คิม’ บานปลาย-ชาวเน็ตแห่ติดแฮชแท็ก #SupportNootsara13