หน้าแรก เศรษฐกิจ อาคมชี้รัฐบาล...

อาคมชี้รัฐบาลลงทุนครั้งใหญ่รอบสิบปี

8.06.16 | 18:23 น.

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในหัวข้อ “โอกาสการลงทุนในทศวรรษแห่งโครงสร้างพื้นฐาน” ว่า เรื่องโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง สิ่งที่รัฐบาลวางไว้เป็นนโยบายและขับเคลื่อนในปีนี้ มี 20 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.7-1.8 ล้านล้านบาท โดยปัจจุบันมีโครงการที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว และเปิดประกวดราคามีจำนวน 11 โครงการ มูลค่าราว 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งบางโครงการยังมีการปรับตัววงเงินลดลงหลังการเสนอราคาของเอกชน ส่งผลให้ปัจจุบันมูลค่า 20 โครงการกระทรวงคาดว่าจะเหลืออยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลัง กระทรวงจะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ 8 โครงการ


“ตอนนี้เป็นห่วงว่าการจราจรจะติดขัด เพราะอยู่ในช่วงก่อสร้างหลายๆ โครงการ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีชมพู รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันออก ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมออกทีโออาร์ คาดว่าจะเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้หลายๆ โครงการในกรุงเทพฯจะเริ่มมีการก่อสร้างในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯจะมีรถติดบ้าง แต่ผมคิดว่าการลงทุนของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ เพราะสิบปีที่ผ่านมา เราไม่มีโครงการขนาดใหญ่เลย โครงการสุดท้ายน่าจะเป็นสุวรรณภูมิในปี 2549 และสายสีน้ำเงินในปี 2547 ดังนั้น จะเห็นว่าขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานเราค่อนข้างต่ำ เพราะเราไม่มีเม็ดเงินโปรเจ็กต์เข้าไปเลย เรามีแค่สีน้ำเงิน ซึ่งปัจจุบันบีทีเอสเดินรถอยู่ มีสายสีแดงบางซื่อ-รังสิตอยู่ระหว่างก่อสร้าง และสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ก็เข้ามาผลักดันแผนทั้งหมดให้เกิด” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวว่า หากมองในมุมมองการลงทุนของภาคเอกชน จะพบว่า การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการรัฐ ส่วนใหญ่ได้การตอบรับอย่างดี ทั้งเอกชนในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศ จะพบว่า บริษัทใหญ่ๆ สนใจ และจับคู่กับบริษัทต่างประเทศเข้ามาร่วมทุน และบริษัทจากต่างประเทศเองก็มาติดต่อด้วยเช่นกัน ซึ่งกระทรวงได้ชี้แจงไปว่าในส่วนของภาครัฐเรากู้เงินในประเทศ ส่วนภาคเอกชนก็เปิดโอกาสให้ดูเรื่องการเดินรถ และมีเปิดให้ลงทุนทั้งหมดบ้าง อย่างไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-ระยอง รถไฟสายสีชมพู และรถไฟสายสีเหลือง ดังนั้น จึงขอให้เอกชนไปศึกษาแนวทางร่วมทุนตาม พ.ร.บ.เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐปี 2556 ให้ชัดเจน

“สัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชน พบว่า ที่ผ่านมา เอกชนมีสัดส่วนร่วมทุนโครงการรัฐอยู่ที่ประมาณ 19% แต่พบว่าจากโครงการที่รัฐบาลอนุมัติไป 4.6 แสนล้านบาท มีเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 25% และคาดว่าจะขึ้นถึง 30% หลังจากไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยองได้รับการอนุมัติ ซึ่งคิดว่าเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากที่สุด แต่หากวันไหนตัวเลขไปแตะ 30% ก็คาดว่าจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง เพราะในอดีตมักจะพูดโครงสร้างพื้นฐานสร้างรถไฟ แต่ไม่ได้คิดการพัฒนาพื้นที่รอบข้าง ดังนั้น ตอนนี้เอกชนเข้ามาก็จะต้องมองเห็นโอกาส มองพัฒนาธุรกิจต่อเนื่องในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ข้างทาง ตรงนี้ ภาครัฐเองลงทุนเองไม่ได้ แต่รัฐจะช่วยปรับด้วยการเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เพื่อเอาไปพัฒนาต่อ เช่น พื้นที่ปากช่อง ซึ่งการเปลี่ยนวิธีพัฒนาโครงการไปพร้อมกับการวางแผนพัฒนาพื้นที่ข้างทางรถไฟด้วยวิธีแบบนี้ มองว่าจะเปลี่ยนเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจเป็นทวีคูณ” นายอาคมกล่าว

Advertisement

นายอาคมกล่าวว่า มั่นใจว่าเมื่อปรับเปลี่ยนรัฐบาล โครงการเหล่านี้จะต้องได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน เพราะ 20 โครงการ ครม.อนุมัติแล้วก็ต้องเริ่มต้นประกวดราคา และก่อสร้างให้ต่อเนื่อง ดังนั้น โครงการเหล่านี้ก็จะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2559-2560 รัฐบาลชุดต่อไปก็คงไม่เข้ามาล้มเลิกโครงการ เพราะเป็นประโยชน์และโครงการก็ล่าช้ามานาน นอกจากนี้ ปัจจุบัน กระทรวงอยู่ระหว่างวางแผนโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยอยู่ในขั้นตอนกำลังรวบรวมแผนที่มีความพร้อมรายละเอียดโครงการ และรายงานสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพราะปัจจุบันยังมี ม.44 ที่สามารถเข้ามาผลักดันโครงการให้เคลื่อนไปได้เร็ว ลดระยะเวลาไปได้ 8-12 เดือน ซึ่งโครงการที่เข้าข่ายใช้ ม.44 ช่วยคือ ทางคู่ 3 สายที่เตรียมเสนอ ครม. และไฮสปีดเทรน เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยอง

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี หลังรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนเองก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมที่ในการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่าปล่อยให้รัฐบาลทำเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ เห็นว่า เรื่องร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) ของโครงการต่างๆ ที่ออกมายังเสี่ยงเกินไป ภาคเอกชนเห็นว่าไม่สามารถเข้าไปร่วมลงทุนได้เต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น โครงการที่บีทีเอสพัฒนา พบว่าวงเงินลงทุนจาก 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ในมุมมองของเอกชนจึงต้องการให้โครงการที่จะลงทุนนั้น ต้องพิจารณาถึงความมั่นคง รัฐบาลจะเข้ามาช่วยอย่างไร ทีโออาร์ที่เปิดออกมาเอกชนจะสามารถรับความเสี่ยงได้ขนาดไหนอยากให้ภาครัฐชัดเจนในประเด็นนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเอกชน เพราะเกรงว่าการลงทุนไปบางครั้งอาจไม่คุ้มค่ากับจำนวนผู้โดยสารที่จะใช้บริการ