นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) กล่าวถึงแนวทางดึงการลงทุนนักลงทุนจีน เกาหลี ญี่ปุ่นว่า ขณะนี้เอกชนทำนิคมหลายราย เตรียมพร้อมและพัฒนาพื่นที่เพื่อรองรับนักลงทุนจากหลายๆ ประเทศ มีทั้งจีน เกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่นรวมกันกว่า 10,000 ไร่ โดยในส่วนเกาหลีมีการเตรียมพื้นที่ไว้ประมาณ 2,000 ไร่ นำโดยกลุ่มบริษัท ดับพลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)คาดว่าการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 ปี น่าจะเริ่มพร้อมรองรับนักลงทุนในปี 2563 ทันกับแพคเกจการส่งเสริมลงทุนใหม่ไทยแลนด์ พลัส ซึ่งผ่านครม.เศรษฐกิจไปเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา
นางสาวสมจิณณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเตรียมพื้นที่รองรับนักลงทุนจีนนั้นมีบริษัท อมตะคอร์ปอเรชันจำกัด(มหาชน) เตรียมพื้นที่ไว้ประมาณ 4,000 ไร่ ซึ่งนอกจากพื้นที่รองรับนักลงทุนจากจีนแล้วทราบมาว่าอมตะพร้อมเตรียมพื้นที่รองรับนักลงทุนจากชาติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนิคมอื่นๆ เตรียมพื้นที่รองรับนักลงทุนจากชาติอื่นเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซึ่งพื้นที่นิคมในขณะนี้มีเพียงพอรอบรับการลงทุนจากแพคเกจการลงทุนใหม่ผ่านครม.เศรษฐกิจไปแล้ว
นางสาวสมจิณณ์ กล่าวว่า แพคเกจการลงทุนไทยแลนด์ พลัส ถือว่าทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ให้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ และให้มากที่สุดเท่าที่เคยให้มา ดังนั้นน่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนได้พอสมควร เท่าที่คุยกับนักลงทุนค่อนข้างพอใจกับแพคเกจลงทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตามเท่านักลงทุนยังบ่นว่าค่าไฟ ค่าน้ำในภาคอุตสาหกรรมของไทยยังเก็บในอัตราที่สูง ดังนั้นหากต้องการแข่งขันกับเวียดนามเป็นไปได้ไหมที่จะให้ไทยลดค่าน้ำและค่าไปในภาคอุตสาหกรรมลงอีก
นางสาวสมจิณณ์ กล่าวว่า ในส่วนกนอ.ปรับแนวทางการทำงานเพื่อให้สนับสนุนการดึงดูดการลงทุน เช่น เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการเร่งรัดการอนุมัติ อนุญาต ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ด้วยการใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยทำงาน ซึ่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กนอ.ลงนามความร่วมมือกับกรมการจัดหางาน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบดิจิทัล เป็นการอำนวยความสะดวกการออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวที่จะเข้าทำงานในนิคม สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ช่วยทำให้การออกใบอนุญาตดังกล่าวเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

