ก.อุตฯ ผนึก 13 พันธมิตรระดุมทุนผุดอินโนสเปซ ไทยแลนด์ ‘สุริยะ’ ตั้งเป้าปั้นสตาร์ตอัพ 300 รายภายใน 1 ปี ยกชั้นสู่ ‘ยูนิคอร์น’
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาครัฐ สถาบันการเงินและภาคเอกชนรวม 13 หน่วยงานในการขับเคลื่อน “อินโนสเปซ ไทยแลนด์” ภายใต้บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า การลงนามครั้งนี้จะช่วยให้เกิดแหล่งรวมเทคโนโลยี งานวิจัย นักลงทุน และสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพ อีกทั้งโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ยังเป็นประตูสู่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และภูมิภาคอาเซียนเป็นข้อต่อสู่ประเทศจีน ทำให้สตาร์ตอัพองไทยเชื่อมโยงสู่เวทีระหว่างประเทศได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่าปัจจุบันที่เฉลี่ยโตปีละ 4-5%
“นโยบายอินโนสเปซ ไม่ได้จุดเร่ิมต้นในการสร้างฐานรากให้กับประเทศไทย ไม่ใช่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใด แม้ขณะนี้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวแต่เป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ ประเทศไทยไม่ต้องตกใจ เนื่องจากรัฐบาลไทยมีมาตรการดูแล ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แต่ดูแลแค่ 4 กระทรวงเท่านั้น ผมจึงพูดอะไรมากไม่ได้”นายสมคิดกล่าว
นายวมคิดกล่าวว่า เบื้องต้นดึงหัวเว่ยมาเป็นพันธมิตรแล้ว ส่วนไมโครซอฟท์ ซัมซุง กูเกิล กำลังจะตามมาเป็นพันธมิตร ทำให้เกิดการพัฒนาสตาร์ตอัพร่วมกัน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนสตาร์ตอัพในไทยให้เกิดขึ้นเป็นหลักหมื่นหลักแสนราย และมีการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ให้มากขึ้น ช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาเกษตรกรและกองทุนหมู่บ้านออกมาตรการขับเคลื่อนให้เกษตรกรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้เทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้มากขึ้น
นายสมคิดกล่าวว่า มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร บริการและการท่องเที่ยวที่เป็นอุตสาหกรรมฐานราก ต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ออกมาตรการพัฒนาบุคลากร โดยให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นหน่วยพัฒนาบุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ วิศวกรด้านพลังงาน รวมถึงกลุ่มกรุงเทพดุสิต เวชการ พัฒนาบุคคลากรด้านการแพทย์ และ บริษัท การบินกรุงเทพ ฝึกอบรมด้านการบิน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรรมผลักดันโครงการอินโนสเปซ ไทยแลนด์ เป็นแพลทฟอร์มที่เชื่อมโยง บูรณาการ และประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศด้านการลงทุน การบ่มเพาะธุรกิจ และด้านเทคโนโลยีองค์ความรู้ เป็นกลไก เพื่อสร้างสตาร์ทอัพให้มีความเข้มแข็ง ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ช่วยสร้างระบบนิเวศและยกระดับสตาร์ตอัพไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ตั้งเป้าหมายสร้างสตาร์ตอัพ 300 รายภายใน 1 ปีและไปสู่ระดับสตาร์ตอัพที่มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปหรือ ยูนิคอร์น ต่อไป ทำให้เกิดธุรกิจที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต
“ขณะนี้มีบริษัทที่แสดงความสนใจระดมทุนเพิ่มเติมอีก โดยอยู่ระหว่างเสนอบอร์ด อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) รอความเห็นชอบจากบอร์ดก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาวงเงิน 100 ล้านบาท อีกทั้งธนาคารออมสิน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชา(กสทช.) ซึ่งอินโนสเปซ ไทยแลนด์จะเน้นช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป ไบโออีโคโมมี การแพทย์สมัยใหม่ ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัจจุบันทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 1 แสนบาท หลังจากนี้จะนำเงินจากการระดมทุน 25% ของวงเงินทั้งหมด เพิ่มเข้ามาในทุนจดทะเบียนเป็น 100 ล้านบาท”นายสุริยะกล่าว
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานที่ปรึกษา บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า เบื้องต้นสำนักงานใหญ่อินโนสเปซ ไทยแลนด์ จะตั้งอยู่ที่โรงงานยาสูบ ขณะนี้มีเครือข่ายสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว 515 ล้านบาท ได้แก่ ปตท. 100 ล้านบาท ไทยเบฟเวอเรจ 30 ล้านบาท เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) ร่วมกับกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น 50 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 50 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 50 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 50 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 50 ล้านบาท กรุงเทพดุสิตเวชการ 50 ล้านบาท เครือสหพัฒน์ 30 ล้านบาท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป 30 ล้านบาท การบินกรุงเทพ 20 ล้านบาท และธนาคารรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีดีแบงก์) 5 ล้านบาท


