หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ค...

นักวิเคราะห์คงเป้าดัชนีหุ้นไทยปี’62 อยู่ที่ 1,785 จุด เชื่อศก.ปี’63 ลงยาก

10.09.19 | 17:50 น.

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ยังยืนยันเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,785 จุด เพราะเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยยังสามารถฟื้นตัวต่อได้ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจในปี 2563 น่าจะเกิดภาวะขาลงได้ยาก เนื่องจากมีการใช้นโยบายการคลังของธนาคารกลางทั่วโลกที่ผ่านคลายมากขึ้น จึงมองว่าตลาดหุ้นก็มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อ ซึ่งหากดัชนีปรับตัวลดลงให้เข้าซื้อสะสม เพื่อรอดัชนีดีดตัวขึ้น สำหรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เชื่อว่ามีโอกาสได้เห็นไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเร็วๆ นี้ เพราะเริ่มเห็นการขายสุทธิน้อยลง และมีการเข้าซื้อในหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น อาทิ พลังงาน ธนาคาร

“การซื้อในดัชนีราคาหุ้นอนาคต กลุ่มที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 อันดับแรก ติดต่อกัน 9 วัน มียอดสัญญาซื้อขายกว่า 7.5 หมื่นสัญญา ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และการที่เริ่มเห็นราคาทองคำลดลง พันธบัตรรัฐบาลดีดตัวขึ้น หลังจากอัตราผลตอบแทนลดลงจนแทบติดลบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2558 และเห็นภาพดัชนีหุ้นดีดตัวขึ้นสูงในปี 2559 ซึ่งภาพในขณะนี้เหมือนภาพในปีดังกล่าวมาก”นายประกิตกล่าว

นายประกิต กล่าวว่า ประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ในปี 2562 มีโอกาสโตได้ที่ 3% ถึงแม้ว่าช่วงครึ่งปีแรก ตัวเลขจะออกมาค่อนข้างต่ำกว่าที่คาดไว้ก็ตาม โดยหากจะทำให้จีดีพีทั้งปีโตได้ 3% จะต้องทำจีดีพีช่วงสุดท้ายให้ได้ 3.5% ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ในส่วนของการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนที่ดีขึ้น การลงทุนดูดีมากขึ้น รวมถึงตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวประเทศจีนและอินเดียกลับเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ถึงแม้จะมีปัจจัยสงครามการค้า หรือค่าเงินบาทที่อยู่ในโซนแข็ง แต่เนื่องจากมีสงครามการค้าและความวุ่นวายในหลายๆ ประเทศ ทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะไม่แย่มากกว่าปี 2561 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่คาดว่าเม็ดเงินกว่า 3 แสนล้านบาท จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ประมาณ 0.5%

นายประกิต กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2562 มี 3 ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ สงครามการค้าจะนำไปสู่สงครามค่าเงิน การใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยเพื่อให้ค่าเงินอ่อนค่าลง โดยเฉพาะการเร่งใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางหลักๆ ของโลก ซึ่งการลดดอกเบี้ยหรือการใช้มาตรการคิวอี หรือการที่รัฐบาลเข้าไปซื้อสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน และให้สถาบันทางการเงินปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนต่อ จะเป็นประโยชน์กับประเทศที่กำลังพัฒนา อีกทั้งการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำใหเกิดการใช้งบประมาณขาดดุล การเร่งกู้ด้วยการออกพันธบัตร ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รวมถึงภาวะที่หลีกหนีความเสี่ยง ทำให้กระแสเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากเกินไป ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน เมื่อโลกปรับตัวได้กับเรื่องสงครามการค้า และผ่อนคลายกับปัจจัยลบต่างๆ มากขึ้น คาดว่าจะเกิดกระแสเงินตีกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเร็วมากขึ้น

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน