นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนกันยายน 2562 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลง 21.70% มาอยู่ที่ระดับ 102.74 จากเกณฑ์ร้อนแรงมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) โดยจากผลการสำรวจพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะนักลงทุนรายบุคคล ขณะที่นักลงทุนคาดหวังว่า การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะสามารถเป็นส่วนช่วยหนุนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้
นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยลง จะส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือไม่นั้น มองว่านักลงทุนคงคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะมีการสะท้อนผ่านการปรับประมาณการณ์มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นภาพของดัชนีหุ้นไทยปรับระดับลดลง ทำให้น่าจะมีการปรับตัวขึ้นได้ จากปัจจัยอื่นที่จะเข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทยต่อ อาทิ แนวโน้มที่หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจดูดีขึ้นได้ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะช่วยบรรเทาปัญหาในหลายๆ ด้านได้ ทำให้ต้นทุนทางการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น โดยจากนี้จะต้องดูความคืบหน้าของสงครามการค้า ที่อาจจะมีเหตุผลทำให้มีการพักรบชั่วคราวเกิดขึ้น แต่น่าจะเป็นปัจจัยในระยะยาวต่อไป
“ปัจจัยสงครามการค้าคงไม่ได้จบลงในวันสองวันได้ แต่ในระยะสั้นหากมีวิธีการแก้ปัญหาออกมาบ้าง ก็อาจจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัว กล้าลงทุนมากขึ้น เพื่อเดินหน้าได้ต่อ เพราะมองว่าปัญหาของโลกในขณะนี้ เป็นเรื่องของการลงทุนของภาคธุรกิจที่ชะงักไป เพราะความไม่มั่นใจในเรื่องสงครามการค้า และเรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามากระทบกับธุรกิจมากขึ้น ทำให้หากเรื่องแรกสงบลงได้ ก็อาจจะมีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากขึ้น”นายไพบูลย์กล่าว
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทย คาดการณ์ว่าจะอยู่ในลักษณะการผันผวนขึ้นและลงในระยะกว้างๆ ตามจังหวะและประเด็นในขณะนั้น โดยมีแนวต้านสำคัญในระดับ 1680 จุด ซึ่งกรอบแนวรับที่เคยมีมาอยู่ในระดับ 1600-1620 จุด โดยแนะนำให้ชะลอหรือเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีธุรกิจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาทิ อิเลคทรอนิคส์ ปิโตรเคมี น้ำมัน และคอนโด เพราะมองว่าปัจจัยดังกล่าวจะยังอยู่อีกนาน โดยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีแทน
“ปัจัยที่กระทบกับตลาดหุ้นไทยหลักๆ ยังเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกพลิกกลับ อัตราผลตอบแทนพัธบัตรรัฐบาลระยะสั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าระยะยาว การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิท) การปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยลง และการปรับประมาณการผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยลง ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย”นายสมบัติกล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


