ส.อ.ท.ผวาบาทแข็งโป๊ก ลุ้นดอกลดสกัดทุนไหลเข้า ห่วงรูดง่ายพอกหนี้ครัวเรือน
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงปัจจัยที่มี
ผลต่อเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ ว่า ขณะนี้ส.อ.ท.มีความกังวลหลายปัจจัยที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะภาวะค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงแข็งค่าเฉลี่ย 30.40-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ มีทิศทางแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค และยังคงต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)วันที่ 17 -18 กันยายนนี้ หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก็จะกดดันให้เงินบาทของไทยแข็งค่าเพิ่มอีก
“เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นจากต้นปีเฉลี่ย 6% และเมื่อวันที่ 12 กันยายน เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปีอยู่ที่ 30.39 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้ต่อมาจะอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่บาทไทยก็ยังคงแข็งค่ากว่าภูมิภาคทั้งเวียดนาม เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ภาคเอกชนคาดหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะดูแลใกล้ชิด เพื่อไม่ให้บาทไทยแข็งค่าเกินไป เพราะจะบั่นทอนขีดความสามารถการส่งออกให้ลดต่ำลง ซึ่งขณะนี้ภาคส่งออกส่วนหนึ่งก็ต้องเผชิญสงครามการค้าอยู่แล้ว”นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้นเชื่อว่ามีแนวโน้มที่ต้องปรับลดลงตามเช่นกัน เพราะหากสูงเกินจะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยที่สูง จะกดดันบาทให้แข็งค่าเพิ่มอีก ซึ่งที่ผ่านมาไม่เพียงกระทบส่งออกแต่ยังคงกระทบต่อการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวลดลงด้วย ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตการส่งออกปี 2562 ไว้ที่ติดลบ 1% ถึงโต 1% และเศรษฐกิจโต 2.9-3.3% หากดูหลายปัจจัยแล้วยอมรับว่ามีแนวโน้มอาจลดต่ำกว่านี้ได้อีก
นายเกรียงไกรกล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกส.อ.ท.สนับสนุนให้รัฐขยายตลาดด้วยการเร่งลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่มาก โดยที่ผ่านมาการดำเนินงานล่าช้ามาพอสมควรแล้ว รวมถึงการเจรจาเพื่อสรุปแนวทางความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) ซึ่งทั้งหมดจะทำให้การส่งออกของไทยมีโอกาสในการทำตลาดใหม่เพิ่มขึ้น
นายเกรียงไกรกล่าวว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่แม้ระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนนักแต่ระยะยาวมีความน่าเป็นห่วงคือกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 13 ล้านล้านบาท โดยหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลกจาก 74 ประเทศ ระยะยาว อาจกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศให้ต่ำลงต่อเนื่อง เพราะรายได้ที่มีอยู่ต้องถูกนำไปชำระหนี้เป็นส่วนใหญ่ ที่สุดแล้วจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงเห็นว่าธปท.ต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลและป้องกัน โดยเฉพาะบัตรเครดิตที่ควรจะมีเกณฑ์การดูแลไม่ให้เกิดการใช้จ่ายง่ายเกินไป
“อยากให้รัฐมีการสกรีนผู้ที่จะได้ถือบัตรเครดิตให้มากกว่าปัจจุบัน เพราะหากพิจารณาหนี้ที่เพิ่มขึ้นและมีปัญหานั้น ส่วนหนึ่งมาจากบัตรเครดิตที่ได้มาง่ายและคนไทยเองใช้จ่ายไม่ระวัง รัฐต้องทำให้คนไทยมีวินัยทางการเงินมากขึ้น เพราะหากปล่อยไว้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ”นายเกรียงไกรกล่าว

