หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.เปิดฟังผลด...

พณ.เปิดฟังผลดีผลเสีย”ฟื้นเอฟทีเอไทย-อียู” โชว์ผลศึกษาเพิ่มจีดีพีให้ไทย 2.5 แสนล้านบาท/ปี 

23.09.19 | 16:39 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามนโยบาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมเตรียมการฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู กรมจึงดำเนินการ 2 ด้าน คือ ด้านการศึกษาวิจัย ได้มอบสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ทำการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบจากการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้  และ 2. ด้านการหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เกษตรกร และภาคประชาสังคม เพื่อให้ได้ข้อมูลความเห็นและมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ให้รอบด้านและครบถ้วนมากที่สุด โดยครั้งแรกได้เปิดสัมมนาในวันที่ 23 กันยายนนี้ ที่กรุงเทพฯ และมีแผนเดินสายจัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคต่างๆเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จากนั้นจะนำผลรวบรวมผลการศึกษาและรับฟังความเห็นเสนอระดับนโยบายเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเรีองการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป ที่หยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2557 ต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(กนศ.)ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและคณะรัฐมนตรี(ครม)คาดว่า จะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สหภาพยุโรปแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่ที่จะตัดสินใจหรือมีนโยบายเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับไทยพอดี

“ เอฟทีเอไทยอียูจะช่วยขยายตลาดส่งออกสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ ยางและผลิตภัณฑ์ อาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนและมีความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า การมีแต้มต่อด้านสิทธิพิเศษทางภาษีเป็นสิ่งที่ช่วยชดเชยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม ก็ทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว “นางอรมน กล่าวและว่า และเพื่อลดผลกระทบเปิดเสรีการค้า กรมฯเตรียมเสนอรัฐบาลตั้งกองทุนเอฟทีเอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่มีกฎหมายรองรับและงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินการมีความต่อเนื่อง

นายทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ผลการศึกษาเปิดเอฟทีเอไทย-อียู มีผลต่อการขยายตัวจีดีพีไทย 1.7% หรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท มีผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ  อุปกรณ์อิเล็ทรอนิกส์  เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก ธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น อีกทั้งเพิ่มการสร้างงาน การลงทุนและรายได้เกษตรกรเพิ่มต่อปีอีก 1,057 บาท   ขณะที่อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเช่น ผลิตภัณท์นม น้ำนมดิบ น้ำตาล เครื่องดื่มและยาสูบ อ้อย เป็นต้น รวมถึงผลกระทบต่อทรัพย์สินทางปัญญากรณียาและพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบและแนวทางเยียวยา หากให้สิทธิ์ยืดสิทธิบัตรให้เวียดนามได้ 2 ปีก็น่าสนใจ ส่วนสิงคโปร์ไทยน่าห่วงเรื่องได้ถิ่นกำเนิดสินค้าที่สิงคโปร์ขอให้สิทธิครอบคลุมอาเซียน นั่นคือถ้าสิงคโปร์ตั้งฐานผลิตในประเทศใดในอาเซียนก็จะได้สิทธิลดภาษีด้วย ก็จะทำให้ไทยเสียเปรียบในเรื่องอาหารและภาคบริการ

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า น่าห่วงผลจากเอฟทีเอสิงคโปร์-อียู คือสิงคโปร์เป็นนักการค้ามีความเชี่ยวชาญด้านอาหารและภาคบริการ ซึ่งสิงคโปร์ยื่นขอใช้สิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าครอบคลุมทั้งอาเซียน แม้สิงคโปร์ผลิตนอกประเทศก็จะได้สิทธิพิเศษทางภาษีด้วย   ขณะที่เอฟทีเอเวียดนาม-อียู ช่วงเรื่องอุตสาหกรรมใหม่และภาคเกษตรที่ไทยกับเวียดนามคล้ายกันมาก อีกทั้งต้องศึกษาถึงผลกระทบกรณีอังกฤษออกจากเป็นสมาชิกอียูหรือเบร็กซิทด้วย เป็นเรื่องที่รัฐต้องพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือเป็นเรื่องดีที่จัดตั้งกองทุนเยียวยา ส่วนโอกาสจากเอฟทีเอไทย-อียู คือ กระตุ้นผู้ประกอบการไทย ปรับการผลิตให้ได้มาตรฐานตามอียู ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และแรงงาน เป็นต้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า เอฟทีเอไทย-อียู เป็นโอกาสดีต่อส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เช่น ไก่สด อาหารสำเร็จรูป ซอสปรุงอาหาร แกงสำเร็จรูป ผักผลไม้แปรรูปและสด อาหารทะเลสด แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เป็นต้น  และได้รายได้เข้าประเทศทดแทนไทยถูกอียูตัดสิทธิทางภาษี(จีเอสพี) ซึ่งการเปิดเสรีก็มีทั้งโอกาสและผลกระทบเป็นเรื่องที่ต้องเร่งปรับตัวและรัฐออกมาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุน ที่น่าห่วงอยู่มากสินค้าใกล้เคียงกันกับประเทศที่ทำเอฟทีเอกัยอียู คือ เครื่องดื่ม นมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งหุ่ม รองเท้า  ผักสด กาแฟ ชา และเครื่องเทศ

Advertisement

นายวรวุฒิ อุ่นใจ นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การลดภาษีสินค้าและทำเอฟทีเอก็จะเป็นแนวทางหนึ่งช่วยลดอุปสรรคของการค้าปลีกไทย ซึ่งไทยโดดเด่นในเรื่องการบริหารจัดการและการตลาดกระตุ้นการซื้อจากผู้บริโภค ขณะที่ไทยอาจเสียเปรียบเวีดยนาม 1 ใน 4 ของสินค้าที่ไทยค้ากับอียู และอียูเปิดตลาดเสรีแล้วกับเวียดนาม ในส่วนค้าปลีกที่ผ่านมาไทยเปรียบเทียบเรื่องการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าแบรนด์เนม 30-40 % ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนเก็บเหลือ 0-15% ทำให้ต่อปีไทยสูญเสียหายได้จากนักท่องเที่ยวมาไทยแต่ซื้อสินค้าที่ประเทศอื่น 2-3 แสนล้านบาทต่อปี อีกทั้งสูญเงินคนไทยไปเที่ยวและซื้อของในต่างประเทศ 1-2 แสนล้านบาทต่อปี ที่สำคัญเสียรายได้ให้ตลาดหิ้งสินค้าที่มีการขายทั่วไปและขายบนออนไลน์ เป็นกลุ่มนอกระบบภาษีอีก 2-3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20 %ของจีดีพีที่ไทยควรได้ ดังนั้นการลดกำแพงภาษีนำเข้าถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อภาพรวมที่จูงใจนักท่องเที่ยวมาไทยไม่แค่สถานที่เที่ยวและได้สินค้าแบรนด์ระดับโลกราคาใกล้เคียง

“ขณะนี้เหตุการณ์ชุมนุมในฮ่องกงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและหันมาเที่ยวในประเทศอื่นแทนรวมถึงไทย แต่พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวมาเที่ยว แต่ไม่ได้ซื้อสินค้าแบรนด์เนมในไทย กลับไปซื้อที่สิงคโปร์ ถือว่าเป็นการเสียโอกาสของไทย ”นายวรวุฒิ กล่าว

นายกรัณย์ สุทธารมณ์ นายกสมาคมการค้าบิสคลับไทย กล่าวว่า  การทำเอฟทีเอไทย-อียูถือว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจไทยรายย่อย เพราะสินค้าไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่รู้จักของต่างชาติ การเปิดเสรีก็เป็นการเปิดโอกาสของสินค้าไทยในผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องหนัง เครื่องประดับ เครื่องนุ่งหุ่ม อาหารและพวกสินค้าโอท๊อป อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการรายย่อยต้องมีการปรับตัวผลิตมาตรฐานสินค้า การเสริมองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และอื่นที่เป็นข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าของอียู นอกจากนี้เอสเอ็มอีจะต้องได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาล

ผู้สื่อรายงานว่าในการเปิดรับฟังได้มีตัวแทนจากภาคสังคม โดยน.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ตัวแทนภาคประชาสังคมและภาควิชาการที่ทำงานติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขอให้ทบทวนเปิดเจรจาไทย-อียู เพราะมีประเด็นอ่อนไหวหลายประเด็นรวมถึงแง่มุมที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และระบบสุขภาพ และอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม  เช่น การมีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดเกินไปกว่าที่ตกลงไว้แล้วในองค์การการค้าโลก ทำให้เกิดการผูกขาดในภาคการเกษตรด้านระบบสุขภาพ ข้อผูกพันดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยา

 น.ส.กรรณิการ์  กล่าวว่า  ถ้าประเทศไทยเดินหน้ารื้อฟี้นการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป โดยให้มีข้อผูกพันในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองการลงทุน อย่างที่เคยปรากฏในร่างความตกลงฉบับก่อน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่จะได้รับผลกระทบร้ายแรง จากราคายาที่สูงขึ้นอย่างมากและการถูกจำกัดการออกหรือใช้นโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน